• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

ตั้งเมืองในรัชสมัย

เรียบเรียง : พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ และ สายไหม จบกลศึก

เมืองที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งตามที่รวบรวมไว้ในตำนานวัตถุสถานต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนานั้น ปัจจุบันยังคงเหลือชื่อเรียกอยู่เป็นส่วนมาก แต่บางแห่งก็มิได้ตั้งอยู่ยังสถานที่เดิมแล้ว

บ้านหนองคาย ตั้งเป็นเมืองหนองคาย ปัจจุบันคือ จังหวัดหนองคาย

บ้านโพงแพง ตั้งเป็นเมืองโพนพิสัย ปัจจุบันคืออำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

บ้านปากน้ำสงคราม ตั้งเป็นเมืองไชยบุรี ปัจจุบันคือ ตำบลชัยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

บ้านภูเวียง ตั้งเป็นเมืองภูเวียง ปัจจุบัน คือ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น

บ้านปากเฟือง ตั้งเป็นเมืองเชียงคาน ปัจจุบันคือ ตำบลและอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

บ้านคางราย ตั้งเป็นเมืองเรณูนคร ปัจจุบันคือ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

บ้านเมืองราม ตั้งเป็นเมืองรามราช ปัจจุบันคือ ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

บ้านนาลาดควาย ตั้งเป็นเมืองอาทมาต (ยังไม่พบหลักฐานต่อเนื่องว่าปัจจุบัน คือ เขตการปกครองใด)

บ้านท่าม่วง ตั้งเป็นเมืองอากาศอำนวย (ตำนานวัตถุสถานต่างๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาว่าเป็นเมืองที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้าง แต่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 สถานที่ต่างๆ ที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้าง ก็ว่าเป็นเมืองที่ตั้งในรัชกาลที่ 4) ปัจจุบันคือ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

บ้านท่าขอนยาง ตั้งเป็นเมืองท่าขอนยาง ปัจจุบันคือ ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

บ้านแซงบาดาล ตั้งเป็นเมืองแซงบาดาล ปัจจุบันคือ ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์

บ้านกุดฉิมนารายณ์ ตั้งเป็นเมืองกุดฉิมนารายณ์ ปัจจุบันคือ อำเภอกุดฉิมนารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

บ้านช้อนนาง (ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดอุบลราชธานี เรียกบ้านช่องนาง) ตั้งเป็นเมืองเสนานิคม ปัจจุบันคือ อำเภอเสนางค์นิคม จังหวัดอุบลราชธานี)

บ้านดอนมะเกลือ ตั้งเป็นเมืองลำเนาหนองปรือ (ยังไม่พบหลักฐานว่า ปัจจุบันคือเขตการปกครองใด)

บ้านขั้ว ตั้งเป็นเมืองอำนาจเจริญ ปัจจุบันคือ อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี

บ้านคำแก้ว (ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดอุบลราชธานีเรียกบ้านคำเมืองแก้ว) ตั้งเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว ปัจจุบันน่าจะเป็นตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานี แต่ก็ได้ใช้ชื่อนี้ที่ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร

บ้านส่วนหาง ตั้งเป็นเมืองสะเมียะ (ยังไม่หลักฐานว่าปัจจุบันคือเขตการปกครองใด)

บ้านคำทองใหญ่ ตั้งเป็นเมืองคำทองใหญ่ (ยังไม่พบหลักฐานว่าปัจจุบันคือเขตการปกครองใด)

บ้านเซลำเพา ตั้งเป็นเมืองเซลำเพา (ยังไม่พบหลักฐานว่าปัจจุบัน คือเขตการปกครองใด)

ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดอุบลราชธานีระบุเมืองที่รัชกาลที่ 3 ทรงตั้งเพิ่มไปจากรายการข้างต้น ดังนี้

พ.ศ. 2388 โปรดให้ตั้งบ้านน้ำโดมใหญ่ เป็นเมือเดชอุดม ปัจจุบันคืออำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ. 2390 โปรดให้ตั้งบ้านดงกระชุ เป็นเมืองบัว ปัจจุบันคือ อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี

ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดสกลนครระบุเพิ่มเติมว่า

พ.ศ. 2387 รัชกาลที่ 3 โปรดให้ตั้งบ้านพังฟ้าว หรือพังพร้าวหรือพันนาเป็นเมืองพรรณนานิคม ปัจจุบันคือ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร และโปรดให้ตั้งเมืองกุสุมาลย์ ปัจจุบันคือ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]