• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

เรียบเรียง : พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ และ สายไหม จบกลศึก

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

          “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย

           ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก

          ในรัชกาลพระบรมสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่มีการสร้างสรรค์และฟื้นฟูวรรณคดี โดยเฉพาะการละครรุ่งเรืองมาก พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แม้จะทรงมีภารกิจต่างๆ มากอยู่แล้ว ก็ทรงมีบทบาทสำคัญอยู่ในวงกวีแห่งราชสำนักด้วย ได้ทรงร่วมนิพนธ์วรรณกรรมสำคัญ ๆ เช่น บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา และสังทอง บางตอนด้วย

หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ (Siam Under Rama III)”

ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ. เวลลา (Walter F. Vella)

ผู้ประพันธ์หนังสือ แปลโดย พันเอก นิจ ทองโสภิต

          ภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การสร้างป้อมปราการตามหัวเมืองชายทะเล เพื่อป้องกันภัยทางทะเล ในปี พ.ศ. 2362 มีข่าวว่า ญวนจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กับเจ้าพระยาพระคลัง เป็นแม่กองสร้างเมืองสมุทรปราการให้มีป้อมปราการต่างๆ เพื่อป้องกันประเทศทางฝั่งตะวันออกหลายป้อม เช่น ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการและป้อมกายสิทธิ์ และป้อมที่เกาะหน้าเมืองด้านตะวันตก คือป้อมผีเสื้อสมุทร และป้อมนาคราช

หนังสือเรื่อง Siam Under Rama III นับเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญอันหนึ่ง เพราะผู้ประพันธ์ได้รวบรวมหลักฐานมาจากหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งของไทย อังกฤษ และ ฝรั่งเศส มากมาย หนังสือเล่มนี้ฉายให้เห็นความเป็นไปของชนชาติสยามในสมัย 100 ปีเศษมานี้ ทั้งในด้านประวัติศาสตร์การสังคม การทำนุบำรุงประเทศ การค้าขาย การพระศาสนา การสร้างสรรค์ทางศิลปะและวิทยา การป้องกันประเทศ ตลอดจนการติดต่อกับต่างประเทศ ฯลฯ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]

พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง

ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการเมือง การปกครอง ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในทุกด้านมาตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติก็ได้ทรงกำกับราชการด้วยความเอาพระทัยใส่อย่างยิ่งและสม่ำเสมอ ทรงควบคุมดูแลตรวจราราชการงานเมืองอย่างใกล้ชิดจริงจัง ทรงวินิจฉัยข้อราชกรและตัดสินด้วยพระองค์เอง โปรดให้ข้าราชการหรือผู้ใหญ่ถวายข้อราชการทุกวัน ๆ ละสองเวลา ถ้าเป็นราชการสำคัญหรือเร่งด่วนก็จะทรงว่าราชการเกือบตลอดทั้งคืนก็มี ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ได้ทรงตรากฎหมายที่ใช้ปราบโจรผู้ร้ายและผู้หากินโดยมิชอบ เช่น ทรงตราพระราชกำหนดโจรห้าเส้นใน พ.ศ. 2380 นอกจากนี้ยังโปรดให้ตั้งกลองวินิจฉัยเภรีไว้ให้ราษฎรที่มีทุกข์ร้อนมาตีร้องฎีกา และโปรดให้มีกรสอบสวนตามคำร้องทุกข์ด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงพระปรีชาญาณในทางการปกครองทรงมองการณ์ไกลและตระหนักถึงภัยทางสังคมอันร้ายแรงของฝิ่น ซึ่งเป็นบ่อนทำลายทั้งสุขภาพและศีลธรรมอันดีของอาณาประชาราษฎร์ อีกทั้งชาติตะวันตกเคยใช้ฝิ่นเป็นเครื่องมือในการทำลายความมั่นคงของประเทศจีนมาแล้ว โปรดให้ปราบปรามฝิ่นอย่างเด็ดขาดและจริงจังตลอดรัชกาล ทรงยอมสูญเสียรายได้จากภาษีฝิ่น ในคราวหนึ่งถึงกับโปรดให้เผาฝิ่นที่จับได้หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นจำนวนมาก แล้วนำกลักฝิ่นไปหล่อพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ที่ศาลาการเปรียญในวัดสุทัศน์เทพวราราม           ในการบำรุงสุขแก่ราษฎรนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการคมนาคมขนส่งทางน้ำมาก ฉะนั้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ราษฎร ในการทำนาทำสวนและล่องเรือติดต่อค้าขายรวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการยุทธหากเกิดศึกสงคราม จึงโปรดให้ขุดคลองขึ้นหลายสายที่สำคัญ ได้แก่ คลองสุนัขหอนในแขวงจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงครามตรงที่ตื้นเขิน ขุดลอก เมื่อ พ.ศ. 2371 คลองบางบอนขุดใน พ.ศ. 2374 และคลองบางขนากขุดในพ.ศ. 2380 – 2381                 เพื่อความสะดวกในการปกครองประเทศ ได้โปรดให้ตั้งบ้านเป็นเมือง 25 เมือง เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นในท้องที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ 19 เมือง และทางตะวันออกเฉียงใต้ 6 เมือง เช่น […]