เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]

พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง

ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการเมือง การปกครอง ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในทุกด้านมาตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติก็ได้ทรงกำกับราชการด้วยความเอาพระทัยใส่อย่างยิ่งและสม่ำเสมอ ทรงควบคุมดูแลตรวจราราชการงานเมืองอย่างใกล้ชิดจริงจัง ทรงวินิจฉัยข้อราชกรและตัดสินด้วยพระองค์เอง โปรดให้ข้าราชการหรือผู้ใหญ่ถวายข้อราชการทุกวัน ๆ ละสองเวลา ถ้าเป็นราชการสำคัญหรือเร่งด่วนก็จะทรงว่าราชการเกือบตลอดทั้งคืนก็มี ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ได้ทรงตรากฎหมายที่ใช้ปราบโจรผู้ร้ายและผู้หากินโดยมิชอบ เช่น ทรงตราพระราชกำหนดโจรห้าเส้นใน พ.ศ. 2380 นอกจากนี้ยังโปรดให้ตั้งกลองวินิจฉัยเภรีไว้ให้ราษฎรที่มีทุกข์ร้อนมาตีร้องฎีกา และโปรดให้มีกรสอบสวนตามคำร้องทุกข์ด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงพระปรีชาญาณในทางการปกครองทรงมองการณ์ไกลและตระหนักถึงภัยทางสังคมอันร้ายแรงของฝิ่น ซึ่งเป็นบ่อนทำลายทั้งสุขภาพและศีลธรรมอันดีของอาณาประชาราษฎร์ อีกทั้งชาติตะวันตกเคยใช้ฝิ่นเป็นเครื่องมือในการทำลายความมั่นคงของประเทศจีนมาแล้ว โปรดให้ปราบปรามฝิ่นอย่างเด็ดขาดและจริงจังตลอดรัชกาล ทรงยอมสูญเสียรายได้จากภาษีฝิ่น ในคราวหนึ่งถึงกับโปรดให้เผาฝิ่นที่จับได้หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นจำนวนมาก แล้วนำกลักฝิ่นไปหล่อพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ที่ศาลาการเปรียญในวัดสุทัศน์เทพวราราม           ในการบำรุงสุขแก่ราษฎรนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการคมนาคมขนส่งทางน้ำมาก ฉะนั้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ราษฎร ในการทำนาทำสวนและล่องเรือติดต่อค้าขายรวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการยุทธหากเกิดศึกสงคราม จึงโปรดให้ขุดคลองขึ้นหลายสายที่สำคัญ ได้แก่ คลองสุนัขหอนในแขวงจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงครามตรงที่ตื้นเขิน ขุดลอก เมื่อ พ.ศ. 2371 คลองบางบอนขุดใน พ.ศ. 2374 และคลองบางขนากขุดในพ.ศ. 2380 – 2381                 เพื่อความสะดวกในการปกครองประเทศ ได้โปรดให้ตั้งบ้านเป็นเมือง 25 เมือง เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นในท้องที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ 19 เมือง และทางตะวันออกเฉียงใต้ 6 เมือง เช่น […]

พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนา

 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจหลายประการเพื่อการพระศาสนา ทรงสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่งในการสร้างพระพุทธรูป เมื่อสร้างแล้วทรงโปรดให้อัญเชิญไปเป็นพระประธานในวัดที่ทรงสร้าง พระพุทธรูปสำคัญที่ทรงสร้างเป็นพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ทรงเครื่องงดงาม คือ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เหตุที่ทรงสร้างพระพุทธรูปสององค์นี้ ก็โดยทรงพระราชดำริที่จะถวายพระนามแผ่นดินแด่สมเด็จพระอัยกาธิราช แผ่นดินที่ 1 และสมเด็จพระบรมชนกนาถแผ่นดินที่ 2 ทรงทำนุบำรุงพระธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะในส่วนพระสูตร ทรงส่งเสริมสงฆ์ขยายการบอกพระปริยัติธรรมทุกพระอารามหลวง พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่พระภิกษุสามเณรซึ่งสอบนักธรรมได้ ตลอดจนทรงอุปถัมภ์โยมบิดามารดาของพระภิกษุเหล่านั้น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ซ้าย) พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ขวา) ในส่วนพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาแก่พสกนิกร โปรดให้ตั้งโรงทานเลี้ยงคนยากจนขึ้นที่ริมกำแพงพระราชวังด้านแม่น้ำ ทรงบริจาคแก่คนยากจนเป็นประจำ เมื่อถึงฤดูสำเภาออก็พระราชทานข้าวกล้องไปกับเรือสำเภาเพื่อไปให้ทานแก่คนยากจนในประเทศจีน โปรดให้ยกเลิกอากรค่าน้ำจากชาวประมงและภาษีฟองตนุจากผู้เก็บไข่จะละเม็ด เพราะไม่ทรงประสงค์จะให้ประเทศมีรายได้มาจากการทำลายล้างชีวิตสัตว์ เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพงก็ทรงแจกจ่ายและจำหน่ายข้าวราคาถูกแก่ราษฎร คราวหนึ่งทรงบริจาคพระราชทรัพย์ถึงพันชั่งทำสัตสดกมหาทาน เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติก็ยิ่งทรงบำเพ็ญทานมากยิ่งขึ้น และประกาศให้ราษฎรทำบุญให้ทานด้วย ปรากฏในพงศาวดารว่า “เมื่อเดือน 7 แรม 1 ค่ำ เกิดความไข้ป่วงทั้งแผ่นดิน ไข้นั้นมาแต่ประเทศฝ่ายทะเลเป็นมาแต่เมืองฝ่ายตะวันตกมาก่อน ไข้นั้นเป็นขึ้นมาถึงกรุงเทพมหานคร เป็นขึ้นไปจนถึงเมืองฝ่ายเหนือ เสียพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าเฉลิมวงศ์องค์ 1 พระองค์เจ้าจินดาองค์ 1 พระราชธิดาพระองค์เจ้าพวงแก้วองค์ 1 […]

พระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจ

ทรงเชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐกิจและการคลังเป็นอย่างมาก เคยทรงกำกับราชการกรมพระคลังและกรมท่า (การต่างประเทศ) มาก่อนเสด็จเสวยราชย์ ครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ฐานะของประเทศไทยได้รับความกระทบกระเทือนจากสงครามด้วยถูกข้าศึกขนเงินทองและทรัพย์สินไปมาก พระราชทรัพย์ที่จะจับจ่ายใช้ในราชการแผ่นดินไม่พอใช้จ่าย พระองค์ได้ทรงแต่งสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน ได้กำไรมาใช้จ่ายในราชการแผ่นดิน ยังประโยชน์ในด้านการบำรุงพระศาสนาและศิลปะวิทยาการ ครั้นถึงรัชสมัยของพระองค์เศรษฐกิจเริ่มมั่นคงขึ้น ทรงยึดหลักประหยัดและเพิ่มพูนรายได้ แก้ไขวิธีเก็บอากรแบบเดิมบางประการ ตั้งภาษีอากรใหม่ถึง 38 ชนิด ทรงจัดตั้งระบบเจ้าภาษีนายอากร ทำให้รายได้แผ่นดินสูงมาก บางปีสูงถึง 25 ล้านบาท กล่าวว่าแม้จะทรงทำสงครามป้องกันประเทศยาวนานถึง 14 ปี ก็มิได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกระทบกระเทือน โปรดให้รวบรวมพระราชทรัพย์ไว้ใช้ในราชการแผ่นดิน เมื่อจำเป็น เรียกว่า “เงินถุงแดง” เงินนี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้นำไปเสียค่าปฏิกรณ์สงคราม ในวิกฤตการณ์ ใน ร.ศ. 112

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างกว้างขวางทรงมุ่งมั่นที่จะให้สามัญชนได้มีโอกาสศึกษาสรรพวิทยาการต่างๆ จะเห็นได้จากการที่โปรดให้เด็กตามโรงทานได้มีโอกาสเรียนหนังสือ โปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชกวีแต่งตำราต่างๆ จารึกลงบนแผ่นหินประดับไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่มีการสอนอาชีวศึกษากันอย่างเปิดเผย และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย ในรัชสมัยนี้ได้มีตำราเรียนเกิดขึ้น 3 เล่ม คือ โคลงจินดามณี ประถม ก กา และปฐมมาลา มีการพิมพ์หนังสือด้วยแท่นพิมพ์เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีหมอสอนศาสนาชาติต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ศาสนาผลพลอยได้คือ หมอสอนศาสนาได้นำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาเผยแพร่ด้วย ภาพจารึกวัดโพธิ์ : ภาพจาก http://www.watpho.com/ ตำราเรียน ประถม ก กา รูปปั้นฤษีดัดตน

พระราชกรณียกิจด้านศิลปกรรม

          ทรงทำนุบำรุงวัดมากกว่า 30 วัด ล้วนงดงามเป็นศรีสง่าแก่พระนครสามารถอวดชาวโลกได้จนถึงปัจจุบัน งานศิลปกรรมในรัชกาลนี้เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ศิลปกรรมที่มีลักษณะพิเศษ เป็นการพัฒนาต่อจากศิลปกรรมไทยดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไว้อย่างเคร่งครัดด้วยการผสมผสานศิลปะไทยและจีนโดยไม่ขัดเขิน เป็นศิลปะที่ทรงคุณค่าและงดงามอย่างน่าชม ได้ทรงซ่อมแซมและสร้างปราสาทราชฐานในพระบรมมหาราชวังหลายองค์ ให้คงความงดงามเฉลิมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ ในปัจจุบันพระบรมมหาราชวังของประเทศไทยแห่งนี้มีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลกในความงามของศิลปะแบบไทย เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาชมเป็นขวัญตา จึงกล่าวได้ว่าศิลปกรรมในรัชกาลนี้เป็นศิลปะเพื่อการพระศาสนาเกือบทั้งหมด           ทางด้านสถาปัตยกรรม ได้มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามจำนวนมาก ทั้งโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอระฆัง พระเจดีย์ พระปรางค์ การสร้างโบสถ์ได้เปลี่ยนแปลงส่วนหลังคาโดยตัดส่วนซึ่งแบบบางหักผุเสียหายง่าย อันได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ออก เปลี่ยนเป็นการก่ออิฐฉาบปูนหน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจานชามจีนแทนลวดลายปูนปั้น ที่เห็นได้ชัดคือ วัดราชโอรสาราม หลังคาพระวิหารปั้นรูปมังกรล่อแก้วหันเข้าหากันติดอยู่เหนือสันหลังคากุฏิสงฆ์สร้างเป็นตึกแทนเครื่องไม้ ซุ้มประตูหน้าต่างเปลี่ยนจากซุ้มบันแถลงมาเป็นการใช้ปูนปั้นประดับติดกับผนังโดยไม่มีซุ้ม แต่ยังคงลักษณะของทรงซุ้มไว้โดยใช้ลายปูนปั้นประดับแทน ที่ฐานประตูนิยมใช้เครื่องถ้วยชามจีนประดับเป็นดอกไม้ การสร้างพระเจดีย์ใช้กระเบื้องเคลือบแบบจีน เช่น พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มีช่างจีนมาสอนทำกระเบื้องเคลือบในประเทศไทยและทำได้สีสวยสดใส ซุ้มประตูวัดโพธิ์ : ใช้เครื่องถ้วยชามจีนมาประดับเป็นดอกไม้           ทางด้านจิตกรรม เนื่องจากได้มีช่างจีนมาร่วมในการจัดทำ จิตรกรรมฝาผนังจึงมีแบบจีนมาผสม เช่น ประตูพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) มีลายต้นไม้ ดอกไม้ นก แมลง แล้วยังมีกิเลน ซึ่งเป็นสัตว์ในวรรณคดีจีนรวมอยู่ด้วย ภาพจิตรกรรมฝาผนังบางแห่งมีการเขียนแบบสอดเส้นสีทอง ซึ่งเป็นแบบที่ดัดแปลงมาจากจิตรกรรมของจีน […]

พระราชกรณียกิจด้านวรรณคดี

วรรณคดีในรัชสมัยนี้เป็นวรรณคดีประเภทร้อยกรองเป็นส่วนใหญ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ครั้งที่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงพระนิพนธ์งานวรรณคดีด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชย์แล้วไม่ได้ทรงพระราชนิพนธ์อีก อย่างไรก็ตามทรงสนับสนุนวรรณคดีของแผ่นดินอยู่ โดยเฉพาะวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ ในรัชกาลนี้มีวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาหลายเล่ม เช่น หนังสือที่แปลจากภาษามคธเป็นภาษาไทย เทศน์แปลพระไตรปิฎกและหนังสือเรื่องต่างๆ ที่เป็นภาษาไทย โปรดให้เขียนเก็บรักษาไว้ในหอหลวง เช่น ปัญญาสชาดก มิลินทปัญหา นอกจากนี้ ได้มีการนำเอาเรื่องชาดกมาแต่งเป็นกลอนสวดหรือกลอนวัด กวีสำคัญในรัชกาลนี้ ได้แก่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ผู้ทรงนิพนธ์กาพย์ โคลง ฉันท์ ร่าย และลิลิต ยอดเยี่ยมหลายเรื่อง เช่น ปฐมสมโพธิกถา มหาชาติ (11 กัณฑ์) คำขวัญนาคหลวง ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตรา พระธรรมเทศนา พระราชพงศาวดารสังเขป กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 7 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงพระนิพนธ์คำโคลงโลกนิติ หม่อมราโชทัย เขียนนิราศลอนดอน พระมหามนตรี แต่งเรื่องระเด่นลันได และสุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาถึงรัชกาลนี้ก็ได้เขียนกลอนนิราศและเรื่องต่างๆ อีกหลายเรื่อง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร พระโอรสใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย […]

​การค้าของไทยสมัยรัชกาลที่ 3

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  สภาวะบ้านเมืองโดยทั่วไปอาจจะเรียกได้ว่าค่อนข้างอยู่ตัว  แม้ว่าจะยังมีศึกสงครามกับประเทศใกล้เคียง  เช่น พม่า  เขมร  ลาว ญวน  และหัวเมืองภาคใต้อยู่บ้าง  แต่ก็ไม่หนักหนาหรือเป็นที่น่าวิตกเช่นในตอนต้นราชวงศ์  แต่การบูรณะและสร้างบ้านให้เป็นเมืองยังเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง  การเป็นผู้นำหรือผู้ปกครองประเทศในช่วงเวลานั้นจึงเป็นการท้าทายและต้องใช้ความสามารถอย่างยิ่ง  เพราะไม่เพียงแต่ปัจจัยภายในดังกล่าว  ยังมีแรงผลักดันจากภายนอก  กล่าวคือ  เป็นระยะเวลาที่หลายประเทศในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือกำลังเจริญเติบโตทางด้านวัตถุและความก้าวหน้าทางวิชาการ  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคืออยู่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม  จึงทำให้เกิดความต้องการแหล่งวัตถุดิบของพ่อค้าชาวตะวันตกเพื่อนำไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก  ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดของไทยในเวลานั้น  โดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีประสบการณ์และความชำนาญในด้านการค้าขายและการติดต่อกับต่างประเทศมาก่อนแล้ว  จึงเป็นการสร้างฐานที่มั่นคงให้พระองค์ใช้เป็นแนวทางในการบริหารบ้านเมืองในระยะต่อมา โอกาสและประสบการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีในเรื่องของการค้าขายนั้นที่เห็นชัดเจน คือ การได้ทรงกำกับราชการกรมท่าในสมัยรัชกาลที่๒  กรมท่านี้เป็นองค์กรสำคัญในระบบราชการ  และมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในเวลานั้น  ขอบข่ายและอำนาจหน้าที่ของกรมท่า มีดังนี้ คือ ๑.  ดูแลด้านการคลัง  คือ  ดูแลการทำงานของเจ้ากรมพระคลังทั้ง ๑๒  แห่ง  คือ  กรมพระคลังมหาสมบัติ, กรมพระคลังในขวา, กรมพระคลังในซ้าย, กรมพระคลังวิเสศ, กรมพระคลังสินค้า, กรมพระคลังวังไชย,  กรมพระคลังป่าจาก, กรมพระคลังราชการ, กรมพระคลังศุภรัต, กรมพระคลังพิมานอากาศ, กรมพระคลังสวน  และกรมพระคลังแสงสรรพยุทธ ทั้ง  […]

มองเมืองไทยกับต่างประเทศ สมัยรัชกาลที่ 3 โลกาภิวัตน์ยุคดั้งเดิม

ภาพลายเส้นกรุงเทพฯ ในสายตาชาวตะวันตกสมัย “รัชกาลที่ 3”… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_42217 1. ความนำ : แนวความคิดเรื่อง โลกาภิวัตน์ (Globalization) โลกาภิวัตน์ คือ การทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันในกระบวนการที่เรียกว่า Information Revolution ธรรมชาติของโลกาภิวัตน์ คือ เกิดการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน เกิดการเคลื่อนย้ายทุน เกิดการไหลท่วมท้นของข้อมูลข่าวสารและวิธีการติดต่อสื่อสาร แต่ถ้าหากสังคมใดมีศักยภาพ มีวิธีคิดที่ดีรู้ทันโลกาภิวัตน์ ก็จะสามารถต้านโลกาภิวัตน์ได้ เรียกว่าเกิดกระแส Localization ในสังคมเป็นกระแสที่ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่มาจากภายนอก แต่มีการพิจารณาและเลือกรับว่ามันเหมาะสมหรือไม่ (สรุปความจาก a day weekly ป.1ฉ.34 (7-13 ม.ค.48) “ทิศทางประเทศไทย 2548” และการแสดงปาฐกถาพิเศษ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเรื่อง “ทศวรรษที่ท้าทายแห่งการพัฒนาประเทศไทย” ในการประชุมประจำปี 2548 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 24 มิ.ย. 2548) 2. โลกาภิวัตน์ยุคดั้งเดิม 2.1 จักรวรรดินิยมอังกฤษ […]

เงินถุงแดง

มีคนพูดถึง “เงินถุงแดง” กันมาก และเนื่องในวโรกาส ๒๐๐ ปี แห่งวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๐) เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐ ทางราชกาลได้ดำเนินการให้ก่อตั้งมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้น ซึ่งต่อมาได้ก่อตั้งและจดทะเบียนมูลนิธิ เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ และใน พ.ศ.๒๕๔๔ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ ในการนี้ได้จัดทำเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาเจษฎาราชเจ้าขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสนำไปบูชาด้านหลังของเหรียญนี้ทำเป็นรูป “ถุงแดง” อยู่ทุกเหรียญ เงินสะสม ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ มีผู้กล่าวว่าพระองค์ท่านทรงมีพระ “วิสัยทัศน์” ไว้ตั้งแต่ครั้งกระโน้นว่า “เงินนี้ลูกหลานจะได้เก็บไว้ใช้กู้บ้านกู้เมือง” ซึ่งต่อมาได้ปรากฏเป็นความจริงว่าได้ใช้แก้ปัญหาเป็นเงินชดใช้แก่ฝรั่งเศสเมื่อ ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) สมัยที่สยามเป็นเหยื่อของลัทธิอาณานิคม และทำให้หลุดพ้นมาได้ จนธำรงเอกราชมาถึงปัจจุบัน เมื่อใกล้จะสวรรคตปรากฏว่ามีบันทึกเกี่ยวกับพระราชดำรัสที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่อีกคือ ๑. “การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขาแต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว” และอีกพระราชดำรัสหนึ่งกล่าวว่า ๒. “เงินที่เหลืออยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่งนี้ […]

การปราบฝิ่น ในรัชกาลที่ 3

ดอกฝิ่น ต้นฝิ่นและผลิตภัณฑ์ฝิ่น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชาวอังกฤษได้นำพันธุ์มาปลูกอย่างกว้างขวางในประเทศอินเดียเมื่อครั้งอินเดียเป็นอาณานิคมของตน เพื่อเป็นสินค้าส่งขายให้แก่ประเทศในเอเชียตะวันออก เพราะทำกำไรสูงมาก ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของอังกฤษในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คือ ประเทศจีน ฝิ่นมีสารออกฤทธิ์ สามารถทำลายผู้เสพให้ค่อย ๆ หมดสภาพความเป็นผู้เป็นคน ทำให้เกียจคร้าน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่สู้งาน เมื่อเสพติดแล้ว ทำให้อยากสูบ จะกระวนกระวาย หงุดหงิดงุ่นง่านเมื่อไม่ได้สูบ ฤทธิ์ฝิ่นจะบีบคั้นให้เกิดอาการทุรนทุราย ถ่ายเป็นเลือด เรียกว่า ลงแดง หรือ ลงท้อง เสียชีวิตอย่างทรมาน จึงถือว่าฝิ่นคือยาพิษของโลก อังกฤษลำเลียงฝิ่นเป็นสินค้าเข้าไปขายในประเทศจีน เมื่อชาวจีนอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยมีชาวจีนติดฝิ่นส่วนหนึ่งนำฝิ่นติดตัวเข้ามาด้วย รวมทั้งชาวจีนที่ขายฝิ่น ก็ได้นำฝิ่นเข้ามาขายให้แก่พวกชาวจีนด้วยกันด้วย เข้าใจว่า ประเทศไทยจึงเริ่มมีฝิ่น ตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งมีการเสพฝิ่นแพร่หลายในหมู่คนไทยที่อาศัยอยูแถบหัวเมืองชายทะเล ทั้งชายทะเลฝั่งตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฝั่งตะวันตก ได้แก่ ระนอง ตะกั่วป่า ภูเก็ต และหัวเมืองชายทะเลภาคใต้ทั่วไป ตั้งแต่ เพชรบุรี ประจวบคิรีขันธ์ โดยเฉพาะที่เมืองสงขลา อังกฤษจึงขยายตลาดค้าฝิ่นเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ […]

ประกาศห้ามสูบและซื้อขายฝิ่นในรัชกาลที่ ๓

ประกาศห้ามสูบและซื้อขายฝิ่นในรัชกาลที่ ๓ “ด้วยเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม รับพระราชโองการ ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสั่งว่า ตั้งแต่เสด็จขึ้นราชาภิเศกเสวยราชสมบัติ ตั้งพระทัยจะบำรุงพระบวรพุทธศาสนา รักษาแผ่นดิน ปกครองพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และราษฎรลูกค้าพาณิช จะให้ทำมาหากินปราศจากโทษ จะให้มีประโยชน์ทรัพย์สินอยู่เย็นเป็นสุข ทั่วไป โดยพระทัยตั้งต่อพระโพธิญาณ กอร์ปไปด้วยพระมหากรุณาแก่สรรพสัตว์เป็นอันมาก ทรงพระราชดำริเห็นว่า คนสูบฝิ่นเป็นเสี้ยนหนามพระพุทธศาสนา ให้แผ่นดินจุลาจลต่าง ๆ ฝิ่นเป็นของชั่วห้ามปรามสืบต่อมาทุกแผ่นดิน โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มิพระราชบริหาร บัญญัติแจกประกาศไปแต่ก่อน ห้ามมิให้ผู้ใด ๆ ซื้อฝิ่นขายฝิ่น ฝิ่นสุกฝิ่นดิบของผู้ใดมีให้เอามาส่งไว้ในพระคลังในซ้าย ให้สิ้นเชิงกว่าจะผ่อนเอาออกไปขายเสียได้นอกประเทศ อย่าให้เอาฝิ่นไว้กับบ้านเรือน เรงร้าน เรือแพลอบลักซื้อขายแก่กัน ถ้ามิฟังมีผู้จับได้ ให้เอาฝิ่นตั้งปรับไหมเจ้าของฝิ่น ๑๐ ต่อ ฝิ่นที่จับได้นั้น โปรดให้เอาไปขายเสียนอกประเทศ ได้ราคาเท่าใด ก็ให้หักเงินพินัยลงให้เจ้าของฝิ่น ให้ข้าราชการตั้งกองปรับไหม โดยพระทัยจะทรมานคนโลภ ที่ซ่อนฝิ่นไว้ซื้อขาย ให้เสียทรัพย์ค่าปรับไหม จะได้เข็ดหลาบ แลคนที่เห็นแก่แผ่นดิน มีกตัญญูรู้พระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว เอาฝิ่นมาส่งฝากไว้ตามกฏหมายพระราชบัญญัติก็มีที่เป็นคนพาลสันดานโลภ จะเอากำไรในการซื้อฝิ่นขายฝิ่น ก็ยังลักลอบซื้อขายอยู่ จนมีผู้จับได้ต้องปรับไหมก็มากหลายราย แต่ให้ตั้งกองจับปรับไหมมา ก็นานกว่าสิบปีแล้ว ก็ยังลอบลักรับซื้อ เอาฝิ่นเข้ามาขาย […]

ตั้งเมืองในรัชสมัย

เมืองที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งตามที่รวบรวมไว้ในตำนานวัตถุสถานต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนานั้น ปัจจุบันยังคงเหลือชื่อเรียกอยู่เป็นส่วนมาก แต่บางแห่งก็มิได้ตั้งอยู่ยังสถานที่เดิมแล้ว บ้านหนองคาย ตั้งเป็นเมืองหนองคาย ปัจจุบันคือ จังหวัดหนองคาย บ้านโพงแพง ตั้งเป็นเมืองโพนพิสัย ปัจจุบันคืออำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย บ้านปากน้ำสงคราม ตั้งเป็นเมืองไชยบุรี ปัจจุบันคือ ตำบลชัยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม บ้านภูเวียง ตั้งเป็นเมืองภูเวียง ปัจจุบัน คือ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น บ้านปากเฟือง ตั้งเป็นเมืองเชียงคาน ปัจจุบันคือ ตำบลและอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย บ้านคางราย ตั้งเป็นเมืองเรณูนคร ปัจจุบันคือ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม บ้านเมืองราม ตั้งเป็นเมืองรามราช ปัจจุบันคือ ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม บ้านนาลาดควาย ตั้งเป็นเมืองอาทมาต (ยังไม่พบหลักฐานต่อเนื่องว่าปัจจุบัน คือ เขตการปกครองใด) บ้านท่าม่วง ตั้งเป็นเมืองอากาศอำนวย (ตำนานวัตถุสถานต่างๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาว่าเป็นเมืองที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้าง แต่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 […]

เมืองหน้าศึกสมัยรัชกาลที่ ๓

ประกาศห้ามสูบและซื้อขายฝิ่นในรัชกาลที่ ๓ คำว่า “เมืองหน้าศึก” สันนิฐานว่ามีมาแล้วทุกยุคสมัยของการก่อตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง หมายถึงเมืองหน้าด่าน ที่ตั้งอยู่ชายขอบอาณาเขตของประเทศ ต้องเผชิญข้าศึก ที่ยกกองทัพ เข้ามารุกราน หรือเป็นเส้นทางเดินทัพทั้งทางบกและน่านน้ำทางทะเล ประวัติศาสตร์รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้บันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างเมืองหน้าศึก อันเป็นเมืองที่มีป้อมปราการ ๓ แห่ง คือ เมืองกาญจนบุรี เมืองจันทบุรี และเมืองสงขลา ดังนี้ ๑. เมืองกาญจนบุรี ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ที่เขาชนไก่ ใกล้ตำบลลาดหญ้า เมื่อครั้งทรง ดำรงพระอิสริยยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลมาขัดตาทัพรอรับศึกพม่าที่กาญจนบุรี ณ ตำบลปากแพรก เมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๓ ครั้งนั้น ทรงพิจารณาว่าทำเลที่ตั้งเมืองเดิมไม่เหมาะแก่การตั้งรับศึก เพราะอยู่เหนือขึ้นไป ควรอยู่ที่ปากแพรกจะสามารถรับศึกได้ดี หลังจากทรงดำรง สิริราชสมบัติแล้ว โปรดให้ตัดพื้นที่ด้านตะวันออกของเมืองสุพรรณบุรี และด้านตะวันตกของเมืองราชบุรีมาเพิ่มเป็นเขตเมืองกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๓๗๕ โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา ประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ครั้งยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง และสมุหพระกลาโหม […]

ฤษีดัดตนและการนวดแผนไทย

ภาพจาก https://www.watpho.com/th/hermit พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมตำรายา ตำรานวด และปั้นฤษีดัดตน (ด้วยดิน) มีมาแต่โบราณไว้ตามศาลาราย จารึกบนแผ่นหินติดไว้ใกล้รูปฤษี บอกให้รู้ว่าแต่ละท่าของฤษีแก้โรคใด ความว่า “…ทำศาลารายห้าห้อง เจ็ดห้อง เก้าห้อง เป็นสิบเจ็ดศาลา เขียนเรื่องพระชาดกห้าร้อยสิบพระชาติ ตั้งตำรายาและฤๅษีดัดตนไว้เป็นทาน….” นับว่าเป็นการริเริ่มรวบรวมตำรายาสาธารณะครั้งแรกในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงถือว่า วัดโพธิ์เสมือนเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของชาติ ฤษี คือ นักบวช หรือ นักพรต ผู้บำเพ็ญตบะในศาสนาพราหมณ์เป็นผู้ละบ้านเรือน อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร นุ่งห่มด้วยหนังเสือ ปัจจุบันมีอยู่ในประเทศอินเดีย การบำเพ็ญตบะกำหนดร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เมื่อออกจากตบะ เกิดอาการปวดเมื่อย จึงผ่อนคลายเส้นและลมในร่างกายด้วยการดัดตน คนไทยนำท่า “ฤษีดัดตน” มาประยุกต์บำบัดอาการปวดเมื่อยร่างกาย ที่เกิดจากเส้นเอ็นและลมในร่างกายแปรปรวน เป็นการรับวัฒนธรรม “ดัดตน” จากพราหมณ์ไว้เพียงอย่างเดียว ไม่นิยมบำเพ็ญตบะ จึงเกิดตำรา “ฤษีดัดตน” ขึ้น ดังปรากฏมี “กรมนวด” รักษาโรคต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา […]

พระราชวิสัยทัศน์ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า สร้างเอกลักษณ์ของชาติ

วัดเป็นศูนย์กลางความผูกพันกับชีวิตจิตใจของคนไทย เป็นทั้งที่อบรมศีลธรรมจรรยาและสั่งสอนศิลปะวิทยาการ การสร้างและบำรุงวัด จึงเสมือนสร้างโรงเรียนและบำรุงการศึกษาของประชาชนโดยตรง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามจำนวนมาก ทรงพัฒนางานพุทธศิลปะ และสร้างสรรค์ศิลปกรรมให้มีลักษณะคงทนถาวรด้วยการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทั้งด้านรูปลักษณ์และวัสดุก่อสร้าง หากแต่ทรงเคร่งครัดความเป็นชาติไว้อย่างเด่นชัด เกิดเป็นศิลปกรรมที่เรียกว่า “แบบพระราชนิยม” ขึ้นในรัชสมัย จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสร้างทั้ง โบสถ์ วิหาร การเปรียญ สิ่งตกแต่งสถานที่ และสิ่งแวดล้อม จะยืนยงตกทอดมาถึงปัจจุบัน หลากหลายลักษณะ และประดิษฐาน ณ สถานที่สำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะที่พระบรมมหาราชวัง ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะสร้างสิ่งแปลกที่หาดูได้ยาก โปรดเกล้าฯ สร้างขึ้นให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เช่น พระปรางค์วัดอรุณราชวรราม พระพุทธไสยาสน์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เรือสำเภาที่วัดยานนาวา โลหะปราสาท นอกจากพระราชศรัทธาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ทรงคาดหวังจะให้เป็นสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่วิจิตร อันจะเป็นพยานว่า แผ่นดินของพระองค์คือยุคทองแห่งศิลปกรรม ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังของประเทศไทยนี้มีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลกในความงามของสถาปัตยกรรมไทย เชิญชวนให้นักเที่ยวได้มาชม จึงกล่าวได้ว่าศิลปกรรมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เป็นศิลปะเพื่อการพระศาสนา อย่างไรก็ตาม ซึ่งแสดงคุณลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นนักพัฒนาได้อย่างชัดเจน งานศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม : สัญลักษณ์ของประเทศไทย วัดอรุณราชวราราม […]

รัชกาลที่ 3 กับเทคโนโลยีสารสนเทศ

มนุษย์กับความรู้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งเป็นที่รับรองทั่วไปว่า ชีวิตของมนุษย์ดำรงอยู่ได้เพราะจตุปัจจัย คือ ๑. อาหาร ๒. ยารักษาโรค ๓. เครื่องนุ่งห่ม ๔. ที่อยู่อาศัย ดังที่กำหนดว่าเครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิตของบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ๔ อย่าง คือ จีวร (ผ้านุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่) และศิลานเภสัช (ยา) ทั้งนี้ ในข้อบังคับทางพระพุทธศาสนา มีรายละเอียดมากเกี่ยวแก่ปัจจัยแต่ละอย่าง ซึ่งมีคุณสมบัติสมควรแก่สมณเพศ ความจริงแล้ว ข้อกำหนดรายละเอียดหลายประการ ฆราวาสก็น่าจะพิจารณาและถือปฏิบัติ เพื่อคุณภาพชีวิตของตน ปัจจัยสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ที่มิได้เคยกำหนดไว้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญ สิ่งนั้นคือ ความรู้ การบันทึกความรู้ และการกระจายถ่ายทอดความรู้ มนุษย์ได้สร้างความรู้จากประสบการณ์ การทดลอง และบันทึกไว้เพื่อกันลืม และในขณะเดียวกัน ก็เผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบด้วย จะได้นำไปใช้ ปัจจัยทั้งสี่ดังกล่าว ต้องอาศัยความรู้เป็นฐานทั้งสิ้นยกตัวอย่าง อาหารเรื่องเดียวคนโบราณคงต้องเรียนรู้จากสัตว์ว่าอะไรกินได้ อะไรกินแล้วเป็นพิษ ทดลองกิน หรือเห็นคนอื่นกินแล้วรู้ จดจำและกำหนดชื่อสิ่งนั้น ๆ ในช่วงเวลาหลายพันปีของการพัฒนาสะสม และพัฒนาความรู้ […]

สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศหลายประการ ได้แก่ 1. การศึกษาสำหรับประชาชน ทรงจัดให้วัดเป็นโรงเรียนให้ความรู้ทั้งวิชาศีลธรรมจรรยาและวิชาชีพแก่ราษฎรโปรดประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตสาขาวิชาการต่างๆ รวบรวมวิชาการและจัดทำตำราจารึกบนแผ่นศิลาไว้ตามศาลาราย บริเวณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดราชโอรสาราม และวัดสุทัศนเทพวราราม ได้จารึกวิชาการหลายสาขา เช่น ตำรายา ตำราหมอนวด การช่าง สุภาษิต นิทานวรรณคดี ชาดก บางเรื่องก็มีรูปปั้นประกอบ เช่น รูปปั้นฤาษีดัดตน ประกอบโคลงฤาษีดัดตนภายในวัด โปรดให้ปลูกต้นไม้บางอย่างตามตำรายาที่จารึกไว้ ผู้ที่สนใจตำรายาก็จะได้รู้จักต้นไม้สมุนไพรและนำไปประกอบยาได้ด้วย กล่าวได้ว่าได้ทรงจัดให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างกว้างขวางที่สุด เป็นการให้การศึกษาโดยมีอุปกรณ์และตัวอย่างไว้ให้พร้อม เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีการจัดพิมพ์ตำราจำหน่าย ประชาชนโดยทั่วไปยากที่จะได้ศึกษาเล่าเรียน นับว่าได้ทรงเผยแพร่วิชาการที่มีคุณค่าแก่ผู้ใฝ่ใจในการศึกษามาก จารึกตำรายา ตำราหมอนวด ไทยทำสัญญาค้าขายกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกเป็นครั้งแรก โดยอังกฤษส่งร้อยเอก เฮนรี เบอร์นี เข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญา เมื่อ พ.ศ. 2369 และสหรัฐอเมริกาส่งนายเอ็ดมันต์ โรเบิร์ต เข้ามาทำสัญญาการค้าใน พ.ศ. 2375 3. มีโรงพิมพ์เกิดขึ้น ใน พ.ศ. 2371 ร้อยเอก เจมส์โลว์ ชาวอังกฤษซึ่งรับราชการที่เกาะหมากและเรียนรู้ภาษาไทย ได้ทำแท่นพิมพ์และหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้น พวกมิชชันนารีประสงค์จะพิมพ์หนังสือสอนศาสนาแก่คนไทยจึงขอซื้อมาใช้ที่กรุงเทพฯ […]

ทรงรักษาแผ่นดินเป็นเลิศ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปกครองประเทศ รักษาราชอาณาจักรมาโดยตลอดปลอดภัย สร้างความเจริญรุ่งเรืองเป็นอเนกประการ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ผู้ทรงพระนิพนธ์ เรื่อง “สามกรุง” สรุปเหตุการณ์ในรัชสมัยนี้ว่า “สมเด็จพระนั่งเกล้า ครองราชย์ปราศสิ่งเศร้า จวบสิ้นวาระ พระเอยฯ ภายในไทยสงบถ้วน พระประศาสน์ราชกิจล้วน เหมาะแท้แก่สมัย ท่านนาฯ หลายสิ่งทรงสฤกษดิ์ไว้ เครื่องระลึกถึงไท้ ที่สร้างอนุสรณ์ฯ” “สมเด็จพระนั่งเกล้า จวบสิ้นวาระ ภายในไทยสงบถ้วน เหมาะแท้แก่สมัย หลายสิ่งทรงสฤกษดิ์ไว้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับสิริราชสมบัติโดยมติของที่ประชุมอันน่าจะเรียกได้ว่าเป็นมหาสมาคมของกาลนั้น ดังนั้นพระองค์จึงมิได้ทรงมีพระบรมราชโองการมอบหมายราชสมบัติแก่ท่านพระองค์ใด เมื่อทรงพระประชวรหนักใกล้ถึงกาลเสด็จสู่สวรรคต อีกทั้งไม่ทรงตั้งมเหสีเทวีใดเป็นเจ้า เพราะจะทำให้พระราชโอรสพระราชธิดาทรงศักดิ์เป็นเจ้าฟ้า อันจะทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการเลือกดำรงสิริราชสมบัติในภายหน้า ทรงตัดการแข่งขันทุกประการ ในมหาสาขาของพระองค์ เปิดโอกาสให้ผู้ทรงพระปรีชาขึ้นครองราชย์ โดยไม่มีผู้กีดขวาง อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากในแผ่นดิน พระราชดำริเกี่ยวกับผู้สืบราชสมบัติที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารแสดงถึงความห่วงใยต่อประเทศชาติและความสงบสุขของราษฎรเหนือสิ่งอื่นใด ทรงเห็นว่า ถ้าพระองค์มอบราชสมบัติแก่ผู้ใดตามพระราชดำริของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวแล้ว หากไม่เป็นที่ชอบใจประชาชนและบรรดาข้าราชการแล้วก็จะเกิดการแตกสามัคคีขึ้นได้ เพราะในทุกยุคทุกสมัย ประเทศชาติต้องการความสามัคคีของคนในชาติ ได้ทรงมีจดหมายกระแสพระโองการตอนหนึ่งว่า “ทรงพระกรุณาดำรัสให้จดหมายกระแสพระราชโองการปฏิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณคมน์ อันอุดมเป็นปณิธานพยานอันยิ่งให้เห็นจริงในพระราชหฤทัยแล้ว ทรงพระราชดำรัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาคลังซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหมพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา พระยาราชสุภาวดีสมุหนายกกับขุนนางผู้น้อยทั้งปวง จงมีความสโมสรสามัคคีปรึกษาพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชารอบรู้ราชานุวัตรเป็นศาสนูปถัมภกยกพระบวรพุทธศาสนา และปกป้องไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรรักษาแผ่นดินให้เป็นสุขสวัสดิ์โดยยิ่งเป็นยินดีแก่มหาชนทั้งปวงได้ ก็สุดแต่จะเห็นดีประนีประนอมพร้อมใจกัน ยกพระบรมวงศ์องค์นั้นขึ้นเสวยมไหศวรรยธิปัตย์ถวัลยราชสืบสันตติวงศ์ดำรงราชประเพณีต่อไปเถิด อย่าได้กริ่งเกรงพระราชอัธยาศัยเลย เอาแต่ให้ได้เป็นสุขทั่วหน้า […]

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงมุ่งมั่นสู่พระโพธิญาณ

ปลายพุทธศก ๒๓๙๓ พ้นเทศกาลถวายผ้าพระกฐินมาได้ไม่นาน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระอาการประชวรหนักขึ้นโดยลำดับ ต้องประทับอยู่แต่ในหมู่พระมหามณเฑียร ในวาระใกล้ถึงที่สุดแห่งพระชนมชีพ ได้มีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสีหนาท ด้วยมีความรำจวนพระราชหฤทัยถึงพระราชกิริยาที่ได้ทรงประพฤติมา เกลือกจะมีความพลั้งพลาดเป็นอคารวะแก่สมณบรรพษัทในพระศาสนา

ประวัติศาสตร์หน้าเดียว พระราชกระแสก่อนสวรรคต ของ ร.3

ประวัติศาสตร์หน้าเดียว พระราชกระแสก่อนสวรรคต ของ ร.3 ที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์ อันกว้างไกลของ พระองค์เกี่ยวกับชาวตะวันตกว่า “การศึกสงคราม ข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่พวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว” ประวัติศาสตร์หน้าเดียว รัชกาลที่ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ ความยิ่งใหญ่ของล้นเกล้า รัชกาลที่ 3 มีดังนี้ 1. เรื่องการค้าท่านค้าขายสำเภากับเมืองจีนได้เงินได้ทองมาท่านก็แบ่ง1ส่วนเก็บไว้ในถุงแดง เมื่อท่านใกล้สวรรคตสั่งไว้ว่าเงินในถุงแดงเก็บไว้อย่าใช้ วัดที่ข้าสร้างไว้ 70 กว่าวัดเอาเงินในถุงแดงไปดูแลบำรุงวัด อย่าแตะเงินแผ่นดิน เหลือเท่าไรเก็บไว้ในยามยาก จะได้เอามาใช้ในการถ่ายบ้านถ่ายเมือง 2. เรื่องสร้างวัด ท่านชอบสร้างวัด วัดในกรุงเทพฝีมือรัชกาลที่ 3 ทั้งนั้น ใครอยากใกล้ชิดท่านต้องสร้างวัด ขุนนางผู้ใหญ่ทุกท่านก็ต้องสร้างวัดโดยท่านจะไปให้ชื่อวัดให้ เช่น ตอนเป็นราชโอรสท่านก็เริ่มสร้างวัดโดยร.2 ตั้งชื่อให้ว่า วัดราชโอรส วัดโพธิ์ท่านสั่งรื้อและสร้างใหม่หมด พระพุทธไสยาสตร์ ท่านสร้างตำราฤษีดัดตนตำรายา ท่านสั่งให้ทำทั้งนั้น จน UNESCO ให้เป็นมรดกโลกแห่งความทรงจำ ฝีมือท่านทั้งนั้น […]

พระบรมราชานุสาวรีย์

ทรงราชการได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สนองพระมหากรุณาธิคุณ และเสริมสร้างสิริมงคลให้แก่ประชาราษฎรที่จะไปถวายสักการะในที่หลายแห่ง คือ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีพิธีถวายราชสักการะในวันที่ 31 มีนาคม ทุกปี เปิดให้เข้าถวายราชสักการะได้เสมอ หน้าประตูเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีการถวายราชสักการะในวันที่ 8 เดือนมีนาคมของทุกปีเปิดให้เข้าถวายราชสักการะได้เสมอ หน้ากองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการถวายราชสักการะวันที่ 15 เดือนตุลาคมของทุกปี ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า (ค่ายแสมสาร) กองพลนาวิกโยธิน ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เปิดให้เข้าถวายราชสักการะได้เสมอ วัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี มีพิธีถวายราชสักการะในวันที่ 31 มีนาคม ทุกปี เปิดให้เข้าถวายราชสักการะได้เสมอ วัดยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร มีพิธีถวายราชสักการะในวันที่ 31 มีนาคม ทุกปี เปิดให้เข้าถวายราชสักการะได้เสมอ วัดคงคาราม จังหวัดเพชรบุรี มีพิธีถวายราชสักการะในวันที่ 31 มีนาคม […]

Picture background kingrama3.
Picture background kingrama3.

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า

Picture background kingrama3.

สื่อต่างๆ เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3