• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 3

เรียบเรียง : พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ และ สายไหม จบกลศึก

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มสิ่งใหม่ๆ

เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศหลายประการ ได้แก่ 1. การศึกษาสำหรับประชาชน ทรงจัดให้วัดเป็นโรงเรียนให้ความรู้ทั้งวิชาศีลธรรมจรรยาและวิชาชีพแก่ราษฎรโปรดประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตสาขาวิชาการต่างๆ รวบรวมวิชาการและจัดทำตำราจารึกบนแผ่นศิลาไว้ตามศาลาราย บริเวณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดราชโอรสาราม และวัดสุทัศนเทพวราราม ได้จารึกวิชาการหลายสาขา เช่น ตำรายา ตำราหมอนวด การช่าง สุภาษิต นิทานวรรณคดี ชาดก บางเรื่องก็มีรูปปั้นประกอบ เช่น รูปปั้นฤาษีดัดตน ประกอบโคลงฤาษีดัดตนภายในวัด โปรดให้ปลูกต้นไม้บางอย่างตามตำรายาที่จารึกไว้ ผู้ที่สนใจตำรายาก็จะได้รู้จักต้นไม้สมุนไพรและนำไปประกอบยาได้ด้วย กล่าวได้ว่าได้ทรงจัดให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างกว้างขวางที่สุด เป็นการให้การศึกษาโดยมีอุปกรณ์และตัวอย่างไว้ให้พร้อม เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีการจัดพิมพ์ตำราจำหน่าย ประชาชนโดยทั่วไปยากที่จะได้ศึกษาเล่าเรียน นับว่าได้ทรงเผยแพร่วิชาการที่มีคุณค่าแก่ผู้ใฝ่ใจในการศึกษามาก

จารึกตำรายา

ตำราหมอนวด

ไทยทำสัญญาค้าขายกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกเป็นครั้งแรก โดยอังกฤษส่งร้อยเอก เฮนรี เบอร์นี เข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญา เมื่อ พ.ศ. 2369 และสหรัฐอเมริกาส่งนายเอ็ดมันต์ โรเบิร์ต เข้ามาทำสัญญาการค้าใน พ.ศ. 2375

3. มีโรงพิมพ์เกิดขึ้น ใน พ.ศ. 2371 ร้อยเอก เจมส์โลว์ ชาวอังกฤษซึ่งรับราชการที่เกาะหมากและเรียนรู้ภาษาไทย ได้ทำแท่นพิมพ์และหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้น พวกมิชชันนารีประสงค์จะพิมพ์หนังสือสอนศาสนาแก่คนไทยจึงขอซื้อมาใช้ที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2375 แต่ตัวพิมพ์ยังไม่เรียบร้อย หมอบรดเลย์พยายามแก้ไขจนสามารถหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นได้เองในเมืองไทย ใน พ.ศ. 2384 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น 9,000 ฉบับ ใช้ในราชการเป็นครั้งแรก และเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงซื้อเครื่องพิมพ์มาตั้งที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อพิมพ์หนังสือสอนพระพุทธศาสนานับเป็น โรงพิมพ์แห่งแรกของไทย

4. หมอบรัดเลย์ ได้นำวิธี ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ มาใช้ในประเทศไทยใน พ.ศ. 2381 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่ามีประโยชน์แก่ราษฎรจึงทรงส่งแพทย์หลวงไปศึกษาวิธีปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษเพื่อจะได้นำมาใช้ต่อไป

5. ในรัชกาลนี้มีผู้นำ ฝาแฝดอิน – จัน ไปสหรัฐอเมริกา อิน กับ จัน เป็นฝาแฝดที่มีตัวติดกันซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกมากในสมัยนั้น ทำให้ชื่อประเทศไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา

ฝาแฝดอิน – จัน

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]