• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

ฤษีดัดตนและการนวดแผนไทย

เรียบเรียง : ดร.อุทัย สินธุสาร – สุวรรณี ณ ระนอง

ภาพจาก https://www.watpho.com/th/hermit

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมตำรายา ตำรานวด และปั้นฤษีดัดตน (ด้วยดิน) มีมาแต่โบราณไว้ตามศาลาราย จารึกบนแผ่นหินติดไว้ใกล้รูปฤษี บอกให้รู้ว่าแต่ละท่าของฤษีแก้โรคใด ความว่า

“…ทำศาลารายห้าห้อง เจ็ดห้อง เก้าห้อง เป็นสิบเจ็ดศาลา เขียนเรื่องพระชาดกห้าร้อยสิบพระชาติ ตั้งตำรายาและฤๅษีดัดตนไว้เป็นทาน….” นับว่าเป็นการริเริ่มรวบรวมตำรายาสาธารณะครั้งแรกในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงถือว่า วัดโพธิ์เสมือนเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของชาติ

ฤษี คือ นักบวช หรือ นักพรต ผู้บำเพ็ญตบะในศาสนาพราหมณ์เป็นผู้ละบ้านเรือน อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร นุ่งห่มด้วยหนังเสือ ปัจจุบันมีอยู่ในประเทศอินเดีย การบำเพ็ญตบะกำหนดร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เมื่อออกจากตบะ เกิดอาการปวดเมื่อย จึงผ่อนคลายเส้นและลมในร่างกายด้วยการดัดตน

คนไทยนำท่า “ฤษีดัดตน” มาประยุกต์บำบัดอาการปวดเมื่อยร่างกาย ที่เกิดจากเส้นเอ็นและลมในร่างกายแปรปรวน เป็นการรับวัฒนธรรม “ดัดตน” จากพราหมณ์ไว้เพียงอย่างเดียว ไม่นิยมบำเพ็ญตบะ จึงเกิดตำรา “ฤษีดัดตน” ขึ้น ดังปรากฏมี “กรมนวด” รักษาโรคต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงปฏิสังขรณ์วัดราชโอรส ได้จารึกตำรายา ตำราหมอนวด และตำราวางปลิง ในแผ่นหินติดไว้ตามกำแพงแก้วเสาพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เพื่อเป็นทานอีกเช่นกัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ในพุทธศักราช ๒๓๗๔ มีพระราชประสงค์พิเศษให้วัดโพธิ์เป็นแหล่งเล่าเรียนวิชาความรู้ของมหาชน ไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์ โปรดเกล้าฯ ให้เลือกสรรตำรามาตรวจแก้ไข ใช้ของเดิมบ้าง ประชุมผู้รู้หลักในวิชานั้น ๆ ให้แต่งขึ้นใหม่บ้าง แล้วโปรดให้จารึกไว้บนแผ่นศิลาประดับไว้ตามผนังและศาลารายในบริเวณวัดโพธิ์ มีภาพเขียนและรูปปั้น ซึ่งรวบรวมทั้งวรรณคดี ศาสตราคม ตำรายา ตำราหมอนวด พร้อมรูป ๓๐ คู่ วิชาเภสัชสมุนไพร รูปปั้นท่าฤษีดัดตนเพื่อกายภาพบำบัด ๘๐ ท่า

แผ่นศิลาจารึกตำรายา

รูปปั้นฤษีดัดตน

รูปฤษีดัดตนที่ปั้นด้วยดินแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ ชำรุดหักพังลง โปรดให้กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ กำกับกรมช่างหล่อ หล่อขึ้นใหม่ด้วยสังกะสีผสมดีบุก (ชิน) จำนวน ๘๐ ท่า จารึกเป็นคำประพันธ์โคลงสี่สุภาพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นภาคต้น มีนักปราชญ์ราชกวี ร่วมกัน ๓๕ คน ร่วมกันแต่งแต่ละท่า

นอกจากรูปปั้นแล้ว โปรดฯ ให้เขียนเป็นภาพเขียนระบายสีลงในสมุดไทยดำ และสมุดไทยขาว และนำไปไว้ยังพระอารามสำคัญทั้งในกรุงเทพมหานครและพระอารามสำคัญในหัวเมือง วิชาการแพทย์และกายภาพได้ขยายกว้างขวางขึ้นเพราะพระราชหฤทัยจะให้เป็นประโยชน์แก่ชาวเมือง เพื่อให้ชาวเมืองรู้จักดูแลสุขภาพร่างกายเป็นผู้มีพละกำลังแข็งแรง ปราศจากโรคภัย เป็นน้ำพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีราษฎร์ของพระองค์

ต่อมารูปปั้นฤษีดัดตนถูกนำมารวมไว้ที่เขาฤๅษีดัดตน เป็นสวนสุขภาพใกล้กับพระวิหารทิศใต้ มีเหลืออยู่ ๒๔ ท่า (๒๕ ตน) แผ่นจารึกยังคงอยู่ที่ศาลารายและศาลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ

7. แก้ปวดท้องขัดข้อเท้า – ฤษีอัจนะคาวี พับชงฆ์เทิดถวัดกร สองไปล่ หลังนา

8. แก้เสมหะในลำคอ – ฤษียุทธ นั่งสมาธิหัตถ์สัประยุทธ เศียรอีก แข้งนา

9. แก้ลมในแขน – ฤษียาคะ เหยียดหัตถ์ดัดนิ้วนั่ง ชันเพลา

10. แก้สะบักหน้าจม – ฤษีวตันตะ แหงนหน้าท่าเรอหาว ยืดดัด หลังเอย

11. แก้ลมทั่วสรรพางค์ – ฤษีเสลข องค์แอ่นแหงนพักตร์ขบ เขม่นฟ้า

12. แก้เข่าขาตาย – ฤษีวชิร เท้าหัตถ์ชันเข่าคู้ ท่าแม้น ละม้ายสิงห์

13. แก้ขัดขาขัดคอ – ฤษีโรมะสิงห์ มือประทับกับเพลาหมาย มุ่งฟ้า

14. แก้แน่นหน้าอกและท้อง – ฤษีโคดม แหงนหน้าท่าเรอหาว ยืนดัด หลังเอย

15. แก้ลมเวียนศีรษะ – ฤษีธหะ สมาธิขัดหัตถ์ยุดทั้ง เพลาเศียร

16. แก้ขาและเข่าเคล็ด – ฤษีอิสีสิงค์ ยืนย่อบาทบิดคั้น เข่าทั้ง โคนขา

17. แก้โรคในอก – ฤษีวรเชษฐ ไสยาสน์เหยียดเขียดปาด ฉุดชัก ไว้แฮ

18. แก้ตะคริวมือเท้า – ฤษีอัคนี ยืนแยกอย่างยักษ์โขน ออกเต้น กางกรกดสองโคน ขานิด เน้นนอ

19. แก้ลมตะคริว – ฤษีสวามิตร ฤษีวสิทธิ วสิทธิเหยียบยันสลัก เพ็ชรเคล้น กรขวาจับบาทชัก เฉวียงฉุด แขนแฮ

20. แก้ลมทั่วสรรพางค์ – ฤษีอิสี เท้าแขนพับเพียบทับ หัตถ์แอ่น องค์เอย

21. แก้ลมเสียดอก – ฤษีนารท ยืนเหนี่ยวข้อเท้าเชิด หัตถ์เห็น ยากแฮ

22. แก้ลมจันฑฆาฏ (ลมชัก) – ฤษีนารอท ฉวยเท้าท่ายืนหัน เหินเยี่ยง เหาะแฮ มือหนึ่งคั้นเข่าซ้าย เสื่อมสิ้น สี่ลม

23. แก้เข่าขัด – ชลิฎดาบส ยืนยกขาขวาทับ เข่าซ้าย พนมหัตถ์ดัดกายกลับ เบือนบิด ตนแฮ

24. แก้ลมชักปากเบี้ยว – ฤษีกาลสิทธิ เหนี่ยวไหล่หน่วงเท้าเอี้ยว อกโอ้อนิจจัง

25. แก้ลมปะกัง (มึนศีรษะ) – ฤษีกาลชฎิล ไคล (คลาย) ขมับจับหนุ (คาง) นวดเน้น

26. แก้ปวดตะโพกสลักเพชร – ฤษีสุรภังค์ ถ่างบาตรทั้งสองทรง แย่แต้ กำหมัดดัดกรผจง กดคู่ ขานา

27. แก้ลมชักปากเบี้ยว – ฤษีกาลสิทธิ เหนี่ยวไหล่หน่วงเท้าเอี้ยว อกโอ้อนิจจัง

28. แก้เข่าขัด – ฤษีมหาสุธรรม์ เท้าเหยียดยืดหัตถ์ยัน ขยำเข่า สองนา

29. แก้ลมลำลึงค์ (ปัสสาวะขัด)-ฤษีอัคตะ นั่งดัดหัตถ์สองผสาน พนมนิ่ง อยู่นา

30. แก้มือเท้าขัด ลมคั่ง – ฤษีสุทัศน์ นั่งกระหย่งยุดเท้า หัตถ์ช้อย เช่นรำ

31. แก้กล่อนปัตฆาฏ – ฤษีคาวินทร์ แยกขายืนท่าตั้ง ตนตรง แขนแนบหนีบสะเอวองค์ แน่นแฟ้น

32. แก้ลมอัมพฤกษ์ – ฤษีโควินทร์ ตั้งซ่นสองมือเข้า ประทับข้าง ขืนองค์

33. แก้ลมซ่นเท้า– ฤษีนาไลย กดเข่าเหนี่ยวแข้งให้ ซ่นเท้า มละลม

34. แก้เอวยอก – ฤษีวัชมฤค นั่งหย่องสองมือจบ เจิดหน้า

35. แก้ลมในขา -ฤษีกระไลยโกฏิ นั่งหย่องสองหัตถ์คู้ ศอกแก้ ลมขา

36. แก้เวียนศีรษะ – ฤษีสุธามันต์ แบะขาคู้เข่าเข้า ซ่นเสมอ บิดไหล่หงายแขนเผยอ ยึดไว้

37. แก้ลิ้นกระด้าง – ฤษีภาระทวาชะ คุกเข่าหัตถ์ไขว้ตรง อุระภาค ตนนา

38. แก้กร่อนในทรวง – ฤษีวัชอัคนิศ แยกขาแย่ย่อกาย สองหัตถ์ เท้าแฮ

39. แก้ไหล่ตะโพกยอก – ฤษีชนก คู้เข่าศอกกดแข้ง หัตถ์เคล้น ไคลทรวง

40. แก้เท้าเย็นใจสวิงสวาย – ฤษีกระบิล เท้าซ้ายไขว้เพลาขวา มือหน่วง เข่าเอย

41. แก้ไหล่ขาชาเหน็บ – ฤษีสุกทันต์ ยืนยึดเอวองค์เยื้อง ย่างเท้า ท่าหนัง

42. แก้กล่อนปัตฆาฏ- ฤษีสัชนาไลย สองหัตถ์ท่าทีทรงศรศาสตร์ ไปเอย

43. แก้คอเคล็ดไหล่ขัด – ฤษีอัศวมุขี ท่าอัดดัดเหลี่ยมแบน แบะเข่า

44. แก้คอไหล่ขัดเรื้อรัง–ฤษีอิสิงฆ์ ยืนดัดหัตถ์สองยุด กันกด เอวนา

45. แก้กล่อนปัต4- ฤษีสัชนาไลย สองหัตถ์ท่าทีทรงศรศาสตร์ ไปเอย

46. แก้เสียดข้าง–ฤษีอมรเมศ ซ่นเหนี่ยวเกี่ยวไหล่ชะโลง ลมเบ่งเบาเฮย มือหนึ่งเหนี่ยวขาคู้ ขยาดถ้า ระอาทำ

47. แก้ลมวิงเวียน – ฤษีสุเมธ กระหย่งเท้าเข่าขัด เหลี่ยมถ้า เอี้ยวองค์อีกสองหัตถ์ ไหว้เหวี่ยง อยู่เฮย

48. แก้ลมมหาบาดทะยัก – ฤษีบรเมศร์ นั่งสมาธิหัตถ์สองชัก ฉุดแข้ง ขาแฮ อกแอ่นอืดอัดย้าย โยกเยื้องอินทรีย์

49. แก้แขนขัด – ฤษีโคบุตร แขนใด่ขัดเท้าให้ หัตถ์บไข้ นวดแขน

50. แก้ลมปัตฆาฏ – ฤษีจุลพรหม ยักเข่าเหยียดแขนอิสิศ เสือกเท้า

51. แก้ลมในเท้า – ฤษีอัฐทิศ กรขวากดอกเอ เอี้ยงเหยียด ซ้ายเอย

52. แก้ลมในคอ ปวดคอ – ฤษีกาญจนะ คู้เข่าขาก่อมก้อ หัตถ์เคล้น ไคลขา

53. แก้ลมขา เมื่อยขา– ฤษีขุทธาลกะ มือหนึ่งนวดอกเน้น หนึ่งค้ำ คางแหงน

54. แก้ลมลำลึงค์ – ฤษีอังคต นั่งสมาธินวดคอคั้น ขบเขี้ยว ตาขมึง

55. แก้ลมแขน ปวดข้อมือ-ฤษีอนิตถิคนธ์ กายชดชระดัดนิ้ว นบท่า เทพพนม

56. แก้ลมเสียดแน่นอก – ฤษีสัจพันธ์ ประจงสองหัตถ์ดัด ดันเข่า สองนา

57. แก้เส้นมหาสนุกระงับ – ฤษีกามินทร์ มือหนึ่งเท้าเข่าขัด สมาธิคู้

58. แก้เท้าขัด – ฤษีมิคาชินทร์ เข่าหนึ่งชนมือเน้น นวดแข้ง ขยำคลำ

59. แก้เส้นทั่วสรรพางค์ – ฤษีเวฏฐทีปกะ กรทอดระทวยดัด องค์อ่อน งามเอย

60. แก้ไหล่ตะโพกขัด – ฤษีอัลกัปปะ เศียรหกหัตถ์จรดดิน ยืนหย่ง แย่นา

61. แก้ลมเอว ปวดแน่นท้อง – ฤษีไชยาทิศ นั่งสมาธิถวัดวง กรเหวี่ยง เอวนา เหยียดหัตถ์ดัดตนน้อม เหนี่ยวแก้สกลกาย

62. แก้ลมกร่อน -ฤษีสิทธิกรรฐ สิทธิกรรฐนั่งหน่วงเท้า ไขว้คอ

63. แก้ลมมือเท้า – ฤษีพยาธิประลัย ชูหัตถ์หัตถ์หนึ่งไคล คลึงศอก ไซร้นา

64. แก้ลมสลักไหล่ – ฤษีเพชรโองการ เท้าหนึ่งยกยันขา กดเส้น หัตถ์หนึ่งเหนี่ยวอังสา นิ้วรีด เส้นแฮ

65. แก้ลมริดสีดวง – ฤษีนารอท ขาไขว้ไพล่ชงฆ์ขัด เข่าเข้ เหยียดกรอ่อนเอาหัตถ์ หนึ่งส่ง ศอกนา

66. แก้แน่นอก – ฤษีสัมมิทธิ ยืนหยัดยกเท้างอ ไขว้ไว้ สองมือดัดคางคอ เขย่งยืด ตัวแฮ

67. แก้กร่อนท้องเกร็ง – ฤษีวาสุเทพ นักสิทธิสุพรหม เหยียบยันจระโพกจับ ตีนเหนี่ยว นาพ่อ

68. แก้ลม จุกเสียด – พุทธชฏิล ไขว้หัตถ์รัดอกองค์ สมาธิเพชร นั่งนา

69. แก้ขาเมื่อย ตึงขา – ฤษีสุทธาวาศ ยกเข่าคู้บาทไขว้ หัตถ์น้าว เหนี่ยวขา

70. แก้กล่อน – ฤษีธาระนี เท้าเหยียดมือหยิก ปลาย แม่เท้า

71. แก้ปวดท้อง สะบักจม – ฤษียามหณุ ชูเชิดสองพาหา หัตถ์ช้อย

72. แก้ลมในอก แน่นอก – ฤษีโสมะยาคะ เหยียดแขนยึดเข่าผงก แหงนพักตร์ อยู่พ่อนั่ง ฝ่าบาทาซ้อนทับ กันแฮ เอวแอ่นอึดใจกลั้น ดัดแล้ว ลมถอย

73. แก้ตะโพกต้นขาขัด – ฤษีสมุท ขาแยกยกเฉียดฉีก ครากแท้

74. แก้เท้าเหน็บ – ฤษีมาฆะ มือยุดฝ่าเท้ายัน ยืนย่อ ตัวนา

75. แก้ปัตฆาฏ เส้นขัด – ดาบสเทวบิฐ ยืนดัดเศียรย่อเท้า ท่านแก้ กลหมอ

76. แก้จุกเสียด – ภรัตะดาบส นั่งคุกกดเข่าคู้ หัตถ์ค้ำ คางหงาย

77. แก้แน่นไหล่ อก ท้อง-ฤษีกาละกุรักข์ กดผากกดท้ายเกศ บาทขัด คุกแฮ

78. แก้แขนขัด – ฤษีโสณะ ยกศอกขึ้นเข่าจ้อง จรดซ้าย เปลี่ยนขวา

79. แก้ขัดแข้งขา – โยฮัน ปริพพาชก นั่งดัดหัตถ์ถ่างเท้า ขัดแข้งขาหาย

80. แก้เส้นสลักทรวง – หลวงจีนหลีเจ๋ง มือเหวี่ยงผวาท่างิ้ว ระงับเส้นสลักทรวง

การนวดแผนไทย

การแพทย์แผนไทยวิวัฒนาการสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้จัดทำตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ขึ้น มีวิชาหัตถศาสตร์ เรียกว่า “ตำราแบบนวดฉบับหลวง”

ในปัจจุบัน ได้มีสมาคมแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) เปิดสอนการแพทย์แผนโบราณ และการนวดแผนโบราณ ที่ศาลารายด้านทิศตะวันออก มีชาวไทยและชาวต่างประเทศผู้สนใจมาเรียนเป็นจำนวนมาก

ตำรานวด

การนวดแผนไทย ที่ปฏิบัติมีอยู่ ๒ วิธี คือ

๑. การนวดด้วยมือ ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่มีอาการปวดเมื่อยหรือเป็นสมุฏฐานของโรค มีท่าต่าง ๆ ตามรูปปั้นฤษีดัดตนเพื่อแก้อาการของโรค ผู้นวดต้องมีความรู้เกี่ยวกับเส้นเอ็นทั้งหลายในร่างกายด้วย

๒. การนวดแบบประคบสมุนไพร เป็นภูมิปัญญาไทยมาแต่โบราณ สมุนไพรที่ใช้ส่วนใหญ่เมื่อถูกความร้อนจะเป็นน้ำมันหอมระเหย เช่น ไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ตะไคร้ มะกรูด การบูร เป็นวิธีบำบัดรักษาควบคู่กับการนวด โดยใช้ประคบหลังการนวดแล้ว จะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นผ่อนคลาย ลดความเจ็บปวดและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

การอบไอน้ำด้วยสมุนไพร ถือได้ว่า เป็นการบำบัดโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งมีมาแต่โบราณแล้ว แม้ในพระไตรปิฎกก็กล่าวถึง “เรือนไฟ” สำหรับภิกษุ ผู้เดินทางรอนแรมมาไกล สตรีไทยแต่โบราณ ก็ใช้วิธีอบตัวด้วยความร้อน เพื่อบรรเทาโรคต่าง ๆ เช่น การอบตัวหลังคลอด เพื่อให้ผิวพรรณงดงาม โลหิตไหลเวียนดีขึ้น ฯลฯ การอบตัวมี ๒ อย่าง คือ

๑. การอบแห้ง ปัจจุบันเรียก “เซาว์น่า” ใช้ความร้อนจากถ่านหินบนเตาอบตัว เช่นเดียวกับการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอดบุตร

๒. การอบเปียก หรือ การเข้ากระโจม ปัจจุบันพัฒนาเป็นห้องอบไอน้ำสมุนไพร

การนวดแผนไทยที่พัฒนามาจนเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน จนถึงขั้น Spa น่าจะได้พัฒนามาจากตำรานวดวัดโพธิ์ นับเป็นพระมหากรุณา และพระวิสัยทัศน์ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้าที่ทรงให้ทำเป็น “โรงเรียน” ขึ้นไว้

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]