• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

รัชกาลที่ 3 กับเทคโนโลยีสารสนเทศ

เรียบเรียง : คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต

มนุษย์กับความรู้

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งเป็นที่รับรองทั่วไปว่า ชีวิตของมนุษย์ดำรงอยู่ได้เพราะจตุปัจจัย คือ ๑. อาหาร ๒. ยารักษาโรค ๓. เครื่องนุ่งห่ม ๔. ที่อยู่อาศัย ดังที่กำหนดว่าเครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิตของบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ๔ อย่าง คือ จีวร (ผ้านุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่) และศิลานเภสัช (ยา) ทั้งนี้ ในข้อบังคับทางพระพุทธศาสนา มีรายละเอียดมากเกี่ยวแก่ปัจจัยแต่ละอย่าง ซึ่งมีคุณสมบัติสมควรแก่สมณเพศ ความจริงแล้ว ข้อกำหนดรายละเอียดหลายประการ ฆราวาสก็น่าจะพิจารณาและถือปฏิบัติ เพื่อคุณภาพชีวิตของตน

ปัจจัยสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ที่มิได้เคยกำหนดไว้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญ สิ่งนั้นคือ ความรู้ การบันทึกความรู้ และการกระจายถ่ายทอดความรู้ มนุษย์ได้สร้างความรู้จากประสบการณ์ การทดลอง และบันทึกไว้เพื่อกันลืม และในขณะเดียวกัน ก็เผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบด้วย จะได้นำไปใช้

ปัจจัยทั้งสี่ดังกล่าว ต้องอาศัยความรู้เป็นฐานทั้งสิ้นยกตัวอย่าง อาหารเรื่องเดียวคนโบราณคงต้องเรียนรู้จากสัตว์ว่าอะไรกินได้ อะไรกินแล้วเป็นพิษ ทดลองกิน หรือเห็นคนอื่นกินแล้วรู้ จดจำและกำหนดชื่อสิ่งนั้น ๆ ในช่วงเวลาหลายพันปีของการพัฒนาสะสม และพัฒนาความรู้ ในปัจจุบัน เราจึงมีอาหารหลากหลาย มีการปรุงรสให้มีรสอร่อย มีตำราอาหาร ตำราโภชนาการ มีทั้งหนังสือ บทความในวารสาร รายการทางโทรทัศน์ เพราะคนที่มีความรู้เห็นว่า ควรเผยแพร่ความรู้ให้ผู้อื่นทราบด้วย โดยวิธีต่าง ๆ บอกกล่าว ทำให้ดู ให้ทดลองทำสมัยหนึ่ง ความรู้เรื่องอาหารมีการถ่ายทอดกันเฉพาะในครอบครัวโดยการบอกกล่าว และสอนให้ทำ จากความรู้ที่ว่าอะไรกินได้ อะไรอร่อย มาจนทุกวันนี้ มีการศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบของสิ่งที่เป็นอาหารให้รู้ว่า พืช หรือสัตว์ แต่ละชนิดประกอบด้วยสารเคมีอะไรบ้าง ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายในด้านไหน ทุกวันนี้ถ้าเราใฝ่รู้เรื่องอาหาร หมั่นอ่าน หมั่นฟังคำบรรยายของผู้รู้และเราก็จะมีความปลอดภัยจากสิ่งที่เป็นอันตราย น่าเสียใจที่มีข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์ว่า มีคนตาย หรือป่วยเพราะรับประทานอาหารที่เป็นพิษ มีคนเป็นโรคที่เกิดจากความไม่มีความรู้ และไม่ใส่ใจเรื่องอาหาร เช่น เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด ก็ยังมีอยู่เสมอ

การสร้างความรู้ และถ่ายทอดความรู้ มีความสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิต และคุณภาพชีวิตปัจจุบันนี้ ทั่วโลกมีความคิดร่วมกันว่า ความรู้มีความสำคัญต่อบุคคลและสังคม โลกปัจจุบัน คือ โลกแห่งความรู้ไม่มีพรมแดน ต้องกระจายความรู้ให้กว้างไกลที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ทัดเทียมกัน ความเจริญก็จะทัดเทียมกัน

การบันทึกความรู้

การสร้างสรรค์องค์ความรู้ การบันทึก และถ่ายทอดความรู้ในสังคมไทย ก็มีมาแล้วช้านาน เช่น การเขียนภาพ ตามผนังถ้ำ การใช้ตัวอักษรจารึก ความรู้ ความคิดลงบนแผ่นหรือแท่งศิลาเขียน เขียนลงบนใบลาน และกระดานที่ทำด้วยมือ เรามีศิลาจารึกภาษาไทย อักษรไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ความรู้ที่เขียนลงบนใบลาน บนกระดานทำด้วยมือ และวัสดุอื่นก็คงมีหากแต่ได้ถูกทำลายโดยมนุษย์ หรือภัยธรรมชาติ การกระจายความรู้ ข้อมูลข่าวสาร โดยการเขียนลงบนกระดาษ ข่อย ผ้า และใบลาน ได้มีมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนเริ่มมีการตีพิมพ์ด้วยเครื่องจักร ซึ่งชาวต่างประเทศที่เข้ามาสอนคริสต์ศาสนา ได้นำมาใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนา

แท่นพิมพ์ไม้ของกูเตนเบิร์ก สร้างขึ้นกลางศตวรรษที่ ๑๕ นับเป็นแท่นพิมพ์รุ่นแรก ๆ ของโลก

การกระจายเอกสารราชการ

นอกจากการใช้หนังสือเป็นเครื่องบันทึกและกระจายความรู้แล้ว หนังสือยังมีบทบาทสำคัญในการกระจายข่าว คำสั่ง ข้อบังคับ และกฎหมาย จากศูนย์กลางการปกครอง ไปสู่หน่วยการปกครองในท้องถิ่นต่าง ๆ ในพระราชอาณาเขตอีกด้วย วิธีการที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งยังมีเอกสารประจักษ์พยานให้เห็นก็คือ การเขียนข้อความลงบนกระดาษข่อย (คำ “หนังสือ” ที่หมายถึงจดหมายโต้ตอบทางราชการ ยังคงมีการใช้อยู่จนทุกวันนี้)

วิธีการเขียนหนังสือสมัยนั้น เริ่มด้วยการที่อาลักษณ์ หรือข้าราชการในกรมวัง จะจดพระราชกระแสรับสั่งลงบนกระดาษข่อย ซึ่งส่วนมาจะทาสีดำ เขียนด้วยดินสอสีขาว หลังจากการอ่านทานตรวจแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ดูตัวอย่างร่างที่มีการแก้ไข อาลักษณ์ก็จะเขียนด้วยตัวบรรจงลงบนกระดาษที่เตรียมไว้แล้วอย่างดี คือ ผิวพื้นเรียบเสมอ ผู้คัดข้อความต้องระมัดระวังมาก ไม่ให้ผิดสำหรับหนังสือสำคัญมาก เช่น พระราชบัญญัติ จะคัดตัวอักษรสีเหลืองโดยใช้หรดาล

ในการส่งพระราชบัญญัติให้ทราบทั่วกัน ก็ให้คัดสำเนาแจกไปให้ทราบทั่วกัน เช่น ในพระราชบัญญัติห้ามสูบฝิ่น ให้ “สัสดีหมายแจกพระราชบัญญัติไปทุกหมู่ทุกกรม ให้รู่จงทั่วแล้วให้มหาดไทย กลาโหม กรมท่า คัดพระราชบัญญัติแจกไปจงทุกเมือง แลในพระราชบัญญัตินั้นว่า กฎหมายให้ไว้แก่พระสุรัศวดี ซ้าย ขวา ใน นอก ให้กฎหมายบอกแก่ เจ้าพญา และพญา พระหลวงเมือง เจ้าราชนิกุล ขุนหมื่น พันทนาย ฝ่ายทหารพลเรือน ชาวที่มหาดเลกขอเฝ้า…”

ไม่ได้พบเอกสารแจ้งว่า การคัดพระราชบัญญัตินับด้วยร้อยฉบับเช่นนี้ จะใช้เวลา และใช้กำลังคนมากน้อยเพียงไร ผู้ที่เขียนหนังสือด้วยมือ ยังไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์คงจะประมาณเวลาได้บ้าง

เอกสารราชการเกี่ยวกับการห้ามสูบฝิ่นและขายฝิ่น ในรูปของสมุดข่อย เท่าที่เก็บอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ระหว่างรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๓๕๔ – ๒๔๓๔) รวม ๗๙ ฉบับ เฉพาะในรัชกาลที่ ๓ มีอยู่ ๒๐ ฉบับ มีทั้งที่เขียนด้วยดินสอ และหรดาล ซึ่งเป็นฉบับที่ส่งออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ไม่ได้พบเอกสารแจ้งจำนวนฉบับที่ส่งออกไป แต่พอคาดคะเนได้ว่า เป็นจำนวนไม่น้อย

ดังนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชบัญญัติห้ามสูบฝิ่นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๒ จึงเป็นประจักษ์พยานอย่างดีว่า ทรงตระหนักในศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่อาจนำมาใช้ในการดำเนินรัฐประศาสนโยบายได้ และรัฐควรส่งเสริมเอกชนให้ใช้เทคนิคการพิมพ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่อาณาประชาราษฎร์

ในกระบวนการกระจายสารอย่างกว้างขวางนั้น นอกจากต้องใช้เทคโนโลยีในการทำสำเนาผู้รับ วิธีการแต่โบราณมาก็มีการให้คนเดินสารถือสารเดินเข้าไปตามเส้นทางที่มีอยู่ หรือขี่ม้า หรือลงเรือถ้าปลายทางอยู่ริมน้ำ จะให้ถึงเร็วช้าเพียงไร ก็กำหนดไว้ว่าต้องเปลี่ยนคนเดินสาร หรือคนขี่ม้าส่งสาร ณ จุดไหน ที่พอกำหนดได้ว่า คนเดินเหนื่อยแล้ว ม้าเหนื่อยแล้ว คนพายเรือต้องจอดเรือแล้ว

โดยที่ทรงตระหนักในความสำคัญของการคมนาคม ซึ่งส่วนหนึ่งต้องใช้เพื่อการส่งสารพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลอง ตัดถนน และต่อเรือจำนวนมากรวมทั้งการให้สร้างเรือกลไฟแทนเรือใบ ในการเดินเรือทางทะเล

นอกจากการใช้เทคนิคการพิมพ์เพื่อเผยแพร่พระราชบัญญัติให้กระจายไปในวงราชการแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ได้ทรงสนับสนุนงานพิมพ์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรอีกด้วย เช่น เมื่อหมอบรัดเลย์พิมพ์บทความการปลูกฝีโค ให้ความรู้แก่แพทย์ไทย ในเรื่องการทำวัคซีนเพื่อฉีดป้องกันไข้ทรพิษ พระองค์ได้พระราชทานเงินรางวัล ๒๔๐ บาท (เท่ากับ ๑๔๕ เหรียญสหรัฐในขณะนั้น) หมอบรัดเลย์ได้ใช้เงินรางวัลพระราชทาน พิมพ์ตำราแพทย์แผนปัจจุบันเล่มแรกในประเทศไทย คือ หนังสือ “คัมภีร์ครรภ์รักษา” แปลจากเรื่อง Treatise on Midwifery เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]