พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า “พระบิดาแห่งค้าไทย”

เนื่องในวาระที่มูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสนอเรื่อง การถวายพระราชสมัญญา พระบิดาแห่งการค้าไทย แด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน  ๒๕๕๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงทำการค้ากับต่างประเทศโดยเฉพาะจีนตั้งแต่ทรงดำรงพระอิสริยยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  ได้เงินมาเท่าใดทรงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระราชบิดาเพื่อนำมาใช้จ่ายในราชการแผ่นดิน จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยตรัสล้อว่า “เจ้าสัว” ซึ่งหมายถึง ผู้มั่งคั่ง ร่ำรวยเพราะการค้าขาย ในรัชสมัยของพระองค์บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก  เงินที่เหลือการใช้สอยในราชการแผ่นดินทรงเก็บไว้ในถุงแดง ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ก็เอาเงินในถุงแดงมาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระมหาเจษฎาราชเจ้า เพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระราชสมัญญาพระบิดาแห่งการค้าไทย ให้ประชาชน ได้ทราบโดยทั่วกัน มูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ จึงมีมติเห็นชอบให้จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งการค้าไทย”

โดยมีวัตถุประสงค์

          ๑. เพื่อประกาศพระเกียรติคุณในพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการค้าไทย” ให้ปรากฏแผ่ไพศาล

          ๒. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า

          ๓.เพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิฯ ในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ

ขั้นตอนการดำเนินการ

          ๑. การสร้างต้นแบบพระบรมรูปหล่อ โดยนายโสพิศ  พุทธรักษ์   ประติมากร ระดับชำนาญการ สำนักช่างสิบหมู่  กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบและปั้น สร้างแบบขนาดความสูง ๑๘ นิ้ว  และ ๒๘นิ้ว ด้วยขี้ผึ้ง  โดยได้ความกรุณาจากราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร พิจารณาแก้ไขจนเป็นที่พอใจ

          ๒. การตรวจพระบรมรูป  เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาอนุสาวรีย์  กรมศิลปากร ตรวจพิจารณาแก้ไข

          ๓. ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระบรมรูปหล่อได้

          ๔. การหล่อแบบ  ดำเนินการโดย นายสมชาย ตติยวัฒนสิริ นายช่างประณีตศิลป์  (ชั้นพิเศษ)  กรมศิลปากร เป็นผู้ดำเนินการหล่อแบบ

รูปแบบ

          ๑. พระบรมรูป “พระบิดาแห่งการค้าไทย” พระลักษณะประทับนั่งพระที่นั่งกง ตามแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ ที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

          ๒. หล่อด้วยเนื้อโลหะผสมระหว่างทองแดง ดีบุก และแร่ผาแดง  (ส่วนผสมทองแดง ๗๐ %   ดีบุก ๑๕ %  และแร่ผาแดง ๑๕ %  )

          ๓. ขนาดสูง  ๙  นิ้ว  หน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก           ในรัชกาลพระบรมสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่มีการสร้างสรรค์และฟื้นฟูวรรณคดี โดยเฉพาะการละครรุ่งเรืองมาก พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แม้จะทรงมีภารกิจต่างๆ มากอยู่แล้ว ก็ทรงมีบทบาทสำคัญอยู่ในวงกวีแห่งราชสำนักด้วย ได้ทรงร่วมนิพนธ์วรรณกรรมสำคัญ ๆ เช่น บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา และสังทอง บางตอนด้วย หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ (Siam Under Rama III)” ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ. เวลลา (Walter F. Vella) ผู้ประพันธ์หนังสือ แปลโดย พันเอก นิจ ทองโสภิต           ภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การสร้างป้อมปราการตามหัวเมืองชายทะเล เพื่อป้องกันภัยทางทะเล ในปี พ.ศ. 2362 มีข่าวว่า ญวนจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เมื่อเสด็จดำรงสิริราชสมบัติ อุบัติตามความเห็นของพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ กำหนดเริ่มพิธีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๖๗ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีวอก พระชนมพรรษา ๓๗ พรรษา พระนามตามจารึกพระสุพรรณบัฏ ว่า “ พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราช ราชาธิบดินทร์ ธรนินทรธราธิราช รัตนากาศภาสกรวงษ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนาถนายก ดิลกรัตนราช ชาติอาชาวไศรย สมุทัยตโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธบดี ศรีวิบุลยคุณณิษฐฤทธิราเมศ วรมหันตบรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาชาติเทพย์นฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฐวิสุทธิรัตนมกุฏประเทศคตามหาพุทธางกูร บรมบพิต” โหราจารย์คำนวณพระฤกษ์ตั้งพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์ พระสงฆ์เจริญพระปริตรพุทธมนต์ ๓ วัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”           พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระมเหสี คือ เจ้าฟ้ามงกุฎพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจุฑามณี พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น ทำให้ชาวต่างประเทศที่ไม่เข้าใจเรื่องราวโดยละเอียดคิดว่า ทรงชิงราชสมบัติจากพระอนุชา ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎองค์รัชทายาทกำลังทรงผนวชอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ทั้งพระองค์ก็ยังไม่พร้อมในการบริหารราชการ เนื่องจากยังไม่เคยทรงว่าราชการมาก่อนเลย ส่วนเจ้าฟ้าจุฑามณีก็ยังทรงพระเยาว์มาก อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าฟ้ามงกุฎมิได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 2 และขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 3 นับว่าเป็นผลดีแก่ประเทศไทยมาก ด้วยมีโอกาสศึกษาภาษาต่างประเทศอย่างแตกฉาน และนำมาใช้ติดต่อกับต่างประเทศในรัชสมัยได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนั้น ได้เสด็จธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ทำให้ทราบถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และภูมิประเทศของเมืองไทย อันเป็นประโยชน์ต่อการปกครองในเวลาต่อมา