• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

พระราชกรณียกิจด้านศิลปกรรม

เรียบเรียง : พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ และ สายไหม จบกลศึก

          ทรงทำนุบำรุงวัดมากกว่า 30 วัด ล้วนงดงามเป็นศรีสง่าแก่พระนครสามารถอวดชาวโลกได้จนถึงปัจจุบัน งานศิลปกรรมในรัชกาลนี้เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ศิลปกรรมที่มีลักษณะพิเศษ เป็นการพัฒนาต่อจากศิลปกรรมไทยดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไว้อย่างเคร่งครัดด้วยการผสมผสานศิลปะไทยและจีนโดยไม่ขัดเขิน เป็นศิลปะที่ทรงคุณค่าและงดงามอย่างน่าชม ได้ทรงซ่อมแซมและสร้างปราสาทราชฐานในพระบรมมหาราชวังหลายองค์ ให้คงความงดงามเฉลิมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ ในปัจจุบันพระบรมมหาราชวังของประเทศไทยแห่งนี้มีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลกในความงามของศิลปะแบบไทย เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาชมเป็นขวัญตา จึงกล่าวได้ว่าศิลปกรรมในรัชกาลนี้เป็นศิลปะเพื่อการพระศาสนาเกือบทั้งหมด

          ทางด้านสถาปัตยกรรม ได้มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามจำนวนมาก ทั้งโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอระฆัง พระเจดีย์ พระปรางค์ การสร้างโบสถ์ได้เปลี่ยนแปลงส่วนหลังคาโดยตัดส่วนซึ่งแบบบางหักผุเสียหายง่าย อันได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ออก เปลี่ยนเป็นการก่ออิฐฉาบปูนหน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจานชามจีนแทนลวดลายปูนปั้น ที่เห็นได้ชัดคือ วัดราชโอรสาราม หลังคาพระวิหารปั้นรูปมังกรล่อแก้วหันเข้าหากันติดอยู่เหนือสันหลังคากุฏิสงฆ์สร้างเป็นตึกแทนเครื่องไม้ ซุ้มประตูหน้าต่างเปลี่ยนจากซุ้มบันแถลงมาเป็นการใช้ปูนปั้นประดับติดกับผนังโดยไม่มีซุ้ม แต่ยังคงลักษณะของทรงซุ้มไว้โดยใช้ลายปูนปั้นประดับแทน ที่ฐานประตูนิยมใช้เครื่องถ้วยชามจีนประดับเป็นดอกไม้ การสร้างพระเจดีย์ใช้กระเบื้องเคลือบแบบจีน เช่น พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มีช่างจีนมาสอนทำกระเบื้องเคลือบในประเทศไทยและทำได้สีสวยสดใส

ซุ้มประตูวัดโพธิ์ : ใช้เครื่องถ้วยชามจีนมาประดับเป็นดอกไม้

          ทางด้านจิตกรรม เนื่องจากได้มีช่างจีนมาร่วมในการจัดทำ จิตรกรรมฝาผนังจึงมีแบบจีนมาผสม เช่น ประตูพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) มีลายต้นไม้ ดอกไม้ นก แมลง แล้วยังมีกิเลน ซึ่งเป็นสัตว์ในวรรณคดีจีนรวมอยู่ด้วย ภาพจิตรกรรมฝาผนังบางแห่งมีการเขียนแบบสอดเส้นสีทอง ซึ่งเป็นแบบที่ดัดแปลงมาจากจิตรกรรมของจีน บางแห่งมีการเขียนลายตกแต่งเสา

          ทางด้านประติมากรรม ได้โปรดสร้างพระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระนอนขนาดใหญ่มาก กับหล่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ 2 องค์ ปางห้ามสมุทรหุ้มทองทั้งองค์ ทรงเครื่องยศอย่างพระมหาจักรพรรดิประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระอัยกาธิราช และพระราชบิดา ถวายพระนามว่า “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” และ “พระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย” ซึ่งต่อมารัชกาลที่ 4 ได้โปรดให้แปลงสร้อยพระนามใหม่เป็น “นภาลัย” กับโปรดให้ประชาชนเรียกพระนามรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ตามพระนามของพระพุทธรูป

          เดิมประชาชนเรียกรัชกาลที่ 1 ว่า “แผ่นดินต้น” เรียกรัชกาลที่ 2 “แผ่นดินกลาง” จึงทรงเกรงว่าแผ่นดินพระองค์จะเป็นแผ่นดินปลายอันเป็นอัปมงคลไป เมื่อสร้างพระพุทธรูปแล้วโปรดให้เรียกสองรัชกาลแรกตามพระนามพระพุทธรูป พระนามของรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 จึงมีคำว่า “พระพุทธ” อยู่ด้วย

          การสร้างวัดของพระองค์มีหลายวัดที่มีสถาปัตยกรรมจีน (เข้ามาผสมผสาน) เช่น วัดราชโอรสาราม วัดเทพธิดา พระตำหนักเก๋งจีน ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่าเครื่องที่ใช้ไม้ไม่ทนได้นาน จึงทรงเปลี่ยนเป็นถือปูน เวลานั้นช่างคนไทยที่ถือปูนได้มีน้อย ช่างจีนชำนาญกว่า ช่างจีนก็ไม่ชำนาญลวดลายไทย จึงทรงผสมผสานแบบจีนกับไทยให้กลมกลืนกันจนเรียกกันว่าเป็น “พระราชนิยม” การสร้างวัดด้วยสถาปัตยกรรม แบบพระราชนิยม” นี้ พ.อ.ม.ร.ว.ศุภวัฒน์ เกษมศรี ได้กล่าวไว้ว่า “คงจะเป็นพระบรมราโชบายที่ลึกซึ้งอยู่ด้วยทางหนึ่ง เพื่อให้ชาวจีนหันมาเลื่อมใสศรัทธาทำบุญสุนทานในพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากขึ้น ทั้งยังเกิดผลดีแก่ชาวจีนในอันที่จะลดช่องว่างทางสังคมลง” การสร้างวัดของพระองค์ท่าน ปรากฏว่าในเวลาต่อมาขุนนางและราษฎรที่มีฐานะดีทั้งไทยจีน พากันสร้างวัดโดยเสด็จพระราชกุศลอีกมากมาย เป็นผลให้เกิดผลดีทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักทางด้านศีลธรรมและยังมีผลทางด้านวัฒนธรรมและสังคมดัง ร.ศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างวัดจากพระมหากษัตริย์ก็ดี จากพวกขุนนางข้าราชการก็ดี เป็นการปรับระดับสังคมอย่างหนึ่ง ไม่ให้มีการแตกต่างกันมากจนเกินไป… ทำให้ความตึงเครียดในสังคมผ่อนคลายไป มีการสร้างสรรค์กันอยู่เรื่อย ผลที่เกิดขึ้นนั้นก็คือทำให้คนในสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางวัฒนธรรม นับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงสร้างบูรณาการทางวัฒนธรรมและการเมืองไว้อย่างมากมาย”

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]