• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

ประวัติศาสตร์หน้าเดียว พระราชกระแสก่อนสวรรคต ของ ร.3

ประวัติศาสตร์หน้าเดียว พระราชกระแสก่อนสวรรคต ของ ร.3 ที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์ อันกว้างไกลของ พระองค์เกี่ยวกับชาวตะวันตกว่า “การศึกสงคราม ข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่พวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”

ประวัติศาสตร์หน้าเดียว

รัชกาลที่ 3 ผู้ยิ่งใหญ่

ความยิ่งใหญ่ของล้นเกล้า รัชกาลที่ 3 มีดังนี้

1. เรื่องการค้าท่านค้าขายสำเภากับเมืองจีนได้เงินได้ทองมาท่านก็แบ่ง1ส่วนเก็บไว้ในถุงแดง เมื่อท่านใกล้สวรรคตสั่งไว้ว่าเงินในถุงแดงเก็บไว้อย่าใช้ วัดที่ข้าสร้างไว้ 70 กว่าวัดเอาเงินในถุงแดงไปดูแลบำรุงวัด อย่าแตะเงินแผ่นดิน เหลือเท่าไรเก็บไว้ในยามยาก จะได้เอามาใช้ในการถ่ายบ้านถ่ายเมือง

2. เรื่องสร้างวัด ท่านชอบสร้างวัด วัดในกรุงเทพฝีมือรัชกาลที่ 3 ทั้งนั้น ใครอยากใกล้ชิดท่านต้องสร้างวัด ขุนนางผู้ใหญ่ทุกท่านก็ต้องสร้างวัดโดยท่านจะไปให้ชื่อวัดให้ เช่น ตอนเป็นราชโอรสท่านก็เริ่มสร้างวัดโดยร.2 ตั้งชื่อให้ว่า วัดราชโอรส วัดโพธิ์ท่านสั่งรื้อและสร้างใหม่หมด พระพุทธไสยาสตร์ ท่านสร้างตำราฤษีดัดตนตำรายา ท่านสั่งให้ทำทั้งนั้น จน UNESCO ให้เป็นมรดกโลกแห่งความทรงจำ ฝีมือท่านทั้งนั้น พระปรางค์วัดอรุณ ท่านก็สร้าง ภูเขาทองท่านก็สร้าง แต่ไม่เสร็จในสมัยท่าน

3. ท่านมีเพื่อนเป็นเจ้าสัวชื่อโต ที่คอยช่วยเหลือทำอาหารเลี้ยง ขุนนาง ก็ยกบ้านตนเองให้ ร.3 สร้างวัด เอาใจพระเจ้าแผ่นดินท่านไปยกช่อฟ้าและตั้งชื่อให้ว่าวัดกัลยาณมิตร เพราะถือว่าเจ้าสัวโตเป็นเพื่อนท่าน ลูกหลานก็เลยได้ใช้สกุลกัลยาณมิตร

4. วันหนึ่ง ร.3 ถามเจ้าพระยาพระคลังว่าไม่สร้างวัดมั่งหรือ เจ้าพระยาพระคลังตกใจยกบ้านให้สร้างวัด ท่านก็ไปยกช่อฟ้าให้ตั้งชื่อว่าวัดประยูรวงศาวาส เพราะเป็นญาติท่าน (เป็นลูกนายบุนนาคเพื่อน ร.1 และนายบุนนาคแต่งงานกับแม่นวลน้องสาวแม่นาค ซึ่งต่อมาเป็นพระราชินีของ ร.1) พระยาพระคลังต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ บิดาของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริวงศ์(ช่วง บุนนาค) ขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในรัชกาลที่5

5. ท่านยังไปถามน้องชายพระยาพระคลัง คือพระยาศรีพิพัฒน์ว่า พี่เอ็งสร้างวัดเอ็งไม่สร้างมั่งหรือ พระยาศรีพิพัฒน์ก็ตกใจยกบ้านให้สร้างอีกท่านก็ไปยกช่อฟ้าให้ตั้งชื่อว่าวัดพิชัยญาติอยู่ตรงข้ามวัดประยูรต่อมาพระยาศรีพิพัฒน์ได้ตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ซึ่งในราชวงศ์จักรี มีสมเด็จเจ้าพระยาเพียง 3 คน

6. แล้วท่านก็ถามเมียพระยาพิชัยญาติว่า พี่เอ็งก็สร้างวัดผัวเอ็งก็สร้างวัดและเอ็งไม่ทำบ้างหรือ คุณหญิงตกใจยกที่ดินให้สร้างวัด ท่านก็ไปยกช่อฟ้าให้ตั้งชื่อว่าวัดอนงคาราม วันหนึ่งก็ถามพระยาพระคลังอีกว่าเอ็งก็สร้างวัดน้องเอ็งก็สร้างวัดน้องสะไภ้เอ็งก็สร้างวัดแม่เอ็งตายไปนานแล้ว เอ็งไม่สร้างวัดให้แม่เอ็งมั่งหรือ พระยาพระคลังเลยสร้างวัดให้แม่ท่านให้ชื่อว่าวัดนวลนรดิษ เป็นวัดที่พ่อดิษอุทิศให้แม่นวล ตัวท่านเองก็สร้างวัดอุทิศให้แม่ท่าน ตั้งชื่อว่าวัดเฉลิมพระเกรียรติที่นนทบุรีเพราะแม่ท่านเป็นลูกพระยานนทบุรี

7. ท่านมีหลานรักองค์หนึ่งพ่อแม่ตายท่านก็สร้างวัดให้ ชื่อวัดเทพธิดารามและก็มีหลานรักอีกองค์หนึ่ง ต่อมาเป็นราชินีองค์แรกของร.4 ชื่อหม่อมโสมนัส วิธีแสดงว่าปู่รักหลานท่านก็สร้างวัดให้ชื่อวัดราชนัดดาราม ที่มีโลหะปราสาทสวยงาม

8. มีคนถามว่าสร้างวัดทำไมเยอะแยะสิ้นเปลือง ท่านตอบว่าเงินทองเก็บไว้ก็มีแต่ปลวกขึ้นเอาไปสร้างวัดเสียดีกว่า อีก 100 – 200 ปี มีใครมาเที่ยวเมืองเราก็ มาดูวัดเหล่านี้ จริงของท่าน ฝรั่งเข้ามาดูพระปรางค์วัดอรุณ ท่านก็สร้าง มาดูพระนอนวัดโพธิ์ ท่านก็สร้าง มาดูโลหะปราสาทท่านก็สร้าง

9. ลองมาคิดกันดูว่า วันนี้ไม่มีวัดโพธิ์ วัดอรุณ วัดราชนัดดา วัดเฉลิมพระเกรียรติ และวัดอีก 70 กว่าวัด ฝรั่งอยากมาเที่ยวเมืองไทยไหม เหมือนกับพระราชวังแวร์ซาย ฝรั่งเศสที่เป็นแลนด์มาร์คให้คนไปชมเที่ยว เป็นวิสัยทัศน์ของคนสมัยก่อนจริงๆ

10. ความยิ่งใหญ่สุดท้ายคือการเสียสละ ท่านไม่ตั้งสนมของท่านขึ้นเป็นมเหสีเลย เพื่อลูกท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า ทำให้เจ้าฟ้ามงกุฏได้ขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 4

11. ตอนอายุ 47 ปี ร.4 ท่านต้องมีเมียและท่านเลือกที่จะมีเมีย เป็นเจ้าทางสาย ร.3 ด้วยอีกชั้นหนึ่ง เพื่อผูกใจน้ำใจต่อกันท่านจึงทรงเลือกหลานของ ร.3 คือหม่อมเจ้าหญิงโสมนัส เป็นมเหสีเอก มีบุญได้เป็นราชินี แต่บุญน้อยมีโอรสเป็นชายเกิดเช้าบ่ายสิ้นพระชนม์ ตัวหม่อมเจ้าโสมนัสอีก 7 วัน ก็สิ้นพระชนม์ ร.4 ทรงเสียใจมาก จึงโปรดให้สร้างวัดชื่อวัดโสมนัสวิหาร อุทิศให้และ ท่านก็สร้างวัดคู่กันเป็นวัดสามีภรรยาคือวัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหารตามชื่อของท่าน

12. ร.4 ท่านก็ยังทรงอภิเษก กับหลานปู่ ร.3 อีกองค์หนึ่ง คือหม่อมเจ้าหญิงรำเพยท่านมีบุญาธิการมากประสูติเจ้าฟ้าพระองค์แรกคือเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ต่อมาเป็นรัชกาลที่5 เมื่อท่านขึ้นครองราชย์พระนางรำเพยพระราชชนนีได้สวรรคตไปแล้ว ร.5 จึงสถาปนากระดูกแม่ท่านเป็นสมเด็จพระนางเจ้ากรมพระเทพศิรินทรามาตย์พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระบรมราชินีของรัชกาลที่4 และท่านรู้ว่าพ่อท่านสร้างวัดให้ตัวท่านเองคือวัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหารและสร้างวัดโสมนัสวิหารอุทิศให้พระนางโสมนัสมเหสีองค์แรก ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมคู่กันและแม่ท่านก็เป็นมเหสีเอกของรัชกาลที่ 4 ท่านจึงเลือกทำเลริมคลองผดุงกรุงเกษมอีกแห่ง สร้างวัดให้แม่ท่าน ตั้งชื่อว่าวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหารตามชื่อแม่ท่าน รัชกาลที่ 3 ผู้ยิ่งใหญ่

อ้างอิงจาก: Facebook/คลังสมองจามจุรีและเพื่อน

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]