• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

พระราชวิสัยทัศน์ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า สร้างเอกลักษณ์ของชาติ

วัดเป็นศูนย์กลางความผูกพันกับชีวิตจิตใจของคนไทย เป็นทั้งที่อบรมศีลธรรมจรรยาและสั่งสอนศิลปะวิทยาการ การสร้างและบำรุงวัด จึงเสมือนสร้างโรงเรียนและบำรุงการศึกษาของประชาชนโดยตรง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามจำนวนมาก

ทรงพัฒนางานพุทธศิลปะ และสร้างสรรค์ศิลปกรรมให้มีลักษณะคงทนถาวรด้วยการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทั้งด้านรูปลักษณ์และวัสดุก่อสร้าง หากแต่ทรงเคร่งครัดความเป็นชาติไว้อย่างเด่นชัด เกิดเป็นศิลปกรรมที่เรียกว่า “แบบพระราชนิยม” ขึ้นในรัชสมัย จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสร้างทั้ง โบสถ์ วิหาร การเปรียญ สิ่งตกแต่งสถานที่ และสิ่งแวดล้อม จะยืนยงตกทอดมาถึงปัจจุบัน หลากหลายลักษณะ และประดิษฐาน ณ สถานที่สำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะที่พระบรมมหาราชวัง

ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะสร้างสิ่งแปลกที่หาดูได้ยาก โปรดเกล้าฯ สร้างขึ้นให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เช่น พระปรางค์วัดอรุณราชวรราม พระพุทธไสยาสน์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เรือสำเภาที่วัดยานนาวา โลหะปราสาท นอกจากพระราชศรัทธาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ทรงคาดหวังจะให้เป็นสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่วิจิตร อันจะเป็นพยานว่า แผ่นดินของพระองค์คือยุคทองแห่งศิลปกรรม

ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังของประเทศไทยนี้มีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลกในความงามของสถาปัตยกรรมไทย เชิญชวนให้นักเที่ยวได้มาชม จึงกล่าวได้ว่าศิลปกรรมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เป็นศิลปะเพื่อการพระศาสนา อย่างไรก็ตาม ซึ่งแสดงคุณลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นนักพัฒนาได้อย่างชัดเจน

งานศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ

พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม : สัญลักษณ์ของประเทศไทย

วัดอรุณราชวราราม หรือ วัดแจ้ง เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดมะกอก สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี วัดนี้เป็นวัดที่อยู่ในเขตพระราชวังหลวง หรือพระราชวังเดิม สมัยกรุงธนบุรี และยังเคยประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) แม้ในภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ย้ายราชธานีมาสถาปนาเป็นกรุงเทพรัตนโกสินทร์ที่บริเวณฝั่งตรงข้ามแล้ว ก็ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ ก่อเสริมพระปรางค์วัดอรุณที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงริเริ่มไว้ ซึ่งเดิมสูงเพียง ๘ วา ให้สูงถึง ๓๕ วา เพื่อเป็นศรีสง่าแก่พระนคร เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามจึงเป็นสัญลักษณ์อันสำคัญของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย เช่นเดียวกับหอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส หรือหอนาฬิกาบิ๊กเบนเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เมื่อเข้ามาถึงกรุงเทพฯแล้ว ก็จะต้องไปเยี่ยมชมพระปรางค์สำคัญองค์นี้

ในหนังสือ “ในดินแดนแห่งพระอาทิตย์” โดยเจ้าชายวิลเฮล์มแห่งสวีเดน ได้กล่าวถึงความสำคัญของพระปรางค์ไว้ดังนี้

“…พระปรางค์องค์มีลวดลายสลักเสลานี้ก่อรูปเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของเส้นขอบฟ้าของเมือง ซึ่งหากขาดพระปรางค์องค์นี้เสียแล้ว บางกอกก็จะหมดความเป็นบางกอกลงทันที ด้วยความเป็นใหญ่อยู่เหนือทิวทัศน์เมืองดังที่ปรากฏอยู่นั้น พระปรางค์องค์นี้เป็นตัวแทนที่ได้พบเห็นบ่อยครั้งที่สุดในภาพเขียนและภาพถ่ายของสยามประเทศ…”

นอกจากนั้น นายคาร์ล เดอริงก์ สถาปนิกชาวเยอรมัน ผู้อุทิศตนให้แก่การศึกษาสถาปัตยกรรมไทยอย่างละเอียดและได้ออกแบบพระราชวังที่เมืองเพชรบุรีถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนวังและตำหนักอื่น ๆ ได้พรรณนาไว้ในบทความเรื่อง “สถาปัตยกรรมสยาม” เกี่ยวกับพระปรางค์วัดอรุณฯ ดังนี้

“…ในหมู่พระปรางค์ด้วยกัน ปรางค์วัด “พระแจ้ง” (วัดอรุณ) มีความเด่นสง่างดงามที่สุด นับเป็นสัญลักษณ์ของเมืองกรุงเทพฯ ทีเดียว ในหนังสือนำท่องเที่ยวประเทศสยามทุกเล่ม จะมีบทพรรณนาถึงความวิจิตรพิสดารของพระปรางค์องค์นี้เป็นพิเศษ….”

พระปรางค์องค์สำคัญนี้ สร้างขึ้นบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นแม่น้ำเส้นชีวิตสายสำคัญของกรุงเทพฯ และของประเทศไทย เมื่อพิจารณาในความมั่นคงแข็งแรงแล้ว พระปรางค์มีระยะห่างจากตลิ่งเพียง ๙๐.๕๐ เมตร อีกทั้งองค์ พระปรางค์ก็มีขนาดสูงใหญ่ มีปริมาตรทึบ น้ำหนักมากตั้งอยู่บนดินอ่อนของตลิ่งในส่วนที่เป็นท้องคุ้งและมีกระแสน้ำเซาะอยู่ชั่วนาตาปี แต่องค์พระปรางค์มีความแข็งแรงมั่นคงมาเกือบ ๒๐๐ ปีเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของบรมครูช่างไทยในอดีต

ทั้งความคิดในการออกแบบสร้างสรรค์ และฝีมือในการก่อสร้าง บางส่วนของพระปรางค์เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นจากฐานเท้าสิงห์ขนาดใหญ่ขึ้นไปหาเท้าสิงห์ขนาดเล็ก ก่อให้เกิดทรวดทรงอันเรียวระหงให้ความรู้สึกที่เบาและลอย นอกจากส่วนปรางค์ประธานแล้ว ยังมีปรางค์บริวาร ๔ องค์ เป็นปรางค์ทิศทำให้เกิดความงามอันสมบูรณ์แบบ ตามคติไตรภูมิ โดยสมมุติให้

ปรางค์องค์ประธาน เป็น เขาพระสุเมรุ

ปรางค์ทิศทั้งสี่ เป็น ทวีปทั้งสี่

แม่น้ำเจ้าพระยา เป็น มหาสีทันดร

หรือถ้าเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ อาจหมายถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวคือ

องค์ปรางค์ เป็นสถาปัตยกรรมไทย หมายถึง ชาติ

องค์ปรางค์ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เป็นอุเทนสิกเจดีย์ หมายถึง ศาสนา

องค์ปรางค์ อัญเชิญพระมหามงกุฎไว้บนยอด หมายถึง พระมหากษัตริย์

ผิวของพระปรางค์ก็ประดับตกแต่งด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบหลากสี เล็กใหญ่กลมกลืนกันอย่างประณีต บางส่วนใช้ของโบราณ เช่น ชามเบญจรงค์ที่เป็นของเก่า

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]