• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

พระราชกรณียกิจด้านการเมืองการปกครอง

เรียบเรียง : พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ และ สายไหม จบกลศึก

ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการเมือง การปกครอง ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในทุกด้านมาตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติก็ได้ทรงกำกับราชการด้วยความเอาพระทัยใส่อย่างยิ่งและสม่ำเสมอ ทรงควบคุมดูแลตรวจราราชการงานเมืองอย่างใกล้ชิดจริงจัง ทรงวินิจฉัยข้อราชกรและตัดสินด้วยพระองค์เอง โปรดให้ข้าราชการหรือผู้ใหญ่ถวายข้อราชการทุกวัน ๆ ละสองเวลา ถ้าเป็นราชการสำคัญหรือเร่งด่วนก็จะทรงว่าราชการเกือบตลอดทั้งคืนก็มี ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ได้ทรงตรากฎหมายที่ใช้ปราบโจรผู้ร้ายและผู้หากินโดยมิชอบ เช่น ทรงตราพระราชกำหนดโจรห้าเส้นใน พ.ศ. 2380 นอกจากนี้ยังโปรดให้ตั้งกลองวินิจฉัยเภรีไว้ให้ราษฎรที่มีทุกข์ร้อนมาตีร้องฎีกา และโปรดให้มีกรสอบสวนตามคำร้องทุกข์ด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงพระปรีชาญาณในทางการปกครองทรงมองการณ์ไกลและตระหนักถึงภัยทางสังคมอันร้ายแรงของฝิ่น ซึ่งเป็นบ่อนทำลายทั้งสุขภาพและศีลธรรมอันดีของอาณาประชาราษฎร์ อีกทั้งชาติตะวันตกเคยใช้ฝิ่นเป็นเครื่องมือในการทำลายความมั่นคงของประเทศจีนมาแล้ว โปรดให้ปราบปรามฝิ่นอย่างเด็ดขาดและจริงจังตลอดรัชกาล ทรงยอมสูญเสียรายได้จากภาษีฝิ่น ในคราวหนึ่งถึงกับโปรดให้เผาฝิ่นที่จับได้หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็นจำนวนมาก แล้วนำกลักฝิ่นไปหล่อพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ที่ศาลาการเปรียญในวัดสุทัศน์เทพวราราม

          ในการบำรุงสุขแก่ราษฎรนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการคมนาคมขนส่งทางน้ำมาก ฉะนั้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ราษฎร ในการทำนาทำสวนและล่องเรือติดต่อค้าขายรวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการยุทธหากเกิดศึกสงคราม จึงโปรดให้ขุดคลองขึ้นหลายสายที่สำคัญ ได้แก่ คลองสุนัขหอนในแขวงจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงครามตรงที่ตื้นเขิน ขุดลอก เมื่อ พ.ศ. 2371 คลองบางบอนขุดใน พ.ศ. 2374 และคลองบางขนากขุดในพ.ศ. 2380 – 2381

                เพื่อความสะดวกในการปกครองประเทศ ได้โปรดให้ตั้งบ้านเป็นเมือง 25 เมือง เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นในท้องที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ 19 เมือง และทางตะวันออกเฉียงใต้ 6 เมือง เช่น ตั้งบ้านหนองคายเป็นเมืองหนองคาย บ้านภูเวียงเป็นเมืองภูเวียง บ้านแซงบาดาลเป็นเมืองแซงบาดาล ตั้งด่านหนุมานเป็นเมืองกบินทร์บุรี ตั้งบ้านทุ่งเขยกเป็นเมืองวัฒนานคร เป็นต้น

           พระราชกรณียกิจซึ่งแสดงให้เห็นชัดถึงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณที่ทรงเห็นการณ์ไกล ได้ทรงวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองรอบๆ ประเทศไทยและของโลกในขณะนั้นได้อย่างถูกต้อง และได้ทรงตัดสินพระทัยทางการเมืองอย่างเหมาะสมกับเหตุการณ์ในรัชสมัยของพระองค์ เช่น พระราชวินิจฉัยว่า ภัยสงครามกับพม่านั้นต่อไปคงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะพม่าเกิดความไม่สงบภายในและติดทำสงครามกับอังกฤษ แต่ภัยที่ต้องระวังคือภัยจากเพื่อนบ้านทางตะวันออกหมายถึง ญวนซึ่งพยายามแทรกแซงดินแดนที่เป็นของไทย คือ ลาวและเขมร พระองค์จึงได้ทรงทุ่มเทกำลังพลและกำลังทรัยพ์ทำศึกกับญวนไม่ต่ำกว่า 14 ปี ในครั้งนี้การรบได้ยุติลงโดยไทยเป็นมีชัยชนะ ได้เขมรส่วนนอก 34 เมือง กลับคืนมาเป็นของไทย นอกจากนี้ยังได้ทรงปราบปรามทั้งเมืองลาว หัวเมืองปักษ์ใต้ และหัวเมืองทางตะวันตกอย่างราบคาบ อาจกล่าวได้ว่าตลอดรัชกาลนี้บ้านเมืองยังมีสงครามยืดเยื้อเป็นภาระอันหนักยิ่งที่ต้องผจญติดต่อกันเป็นเวลานาน และในระหว่างทำศึกสงครามได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย และแนวทางในการแก้ปัญหาแก่แม่ทัพนายกองอย่างทรงพระปรีชายิ่ง

          ในการป้องกันข้าศึกที่จะมารุกรานทางทะเล โปรดให้สร้างป้อมเพิ่มเติมที่เมืองสมุทรปราการ จันทบุรี และสมุทรสงครามอีกหลายป้อม เช่น ป้อมตรีเพ็ชร์ ป้อมไพรีพินาศ ป้อมพิฆาตปัจจามิตร ป้อมคงกะพัน ป้อมพิฆาตข้าศึก และป้อมเสือซ่อนเล็บ กับสร้างเมืองหน้าศึกเป็นเมืองที่มีป้อมปราการ 3 เมือง คือ สร้างป้อมปราการเมืองกาญจนบุรี ที่ตำบลปากแพรก ป้อมปราการเมืองจันทบุรี ที่ตำบลเนินวง ป้อมปราการเมืองสงขลา ที่ตำบลบ่อยาง โปรดให้ต่อเรือรบไว้ใช้ในราชการจำนวนมาก

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]