• เกี่ยวกับรัชกาลที่ 3

เมืองหน้าศึกสมัยรัชกาลที่ ๓

ประกาศห้ามสูบและซื้อขายฝิ่นในรัชกาลที่ ๓

คำว่า “เมืองหน้าศึก” สันนิฐานว่ามีมาแล้วทุกยุคสมัยของการก่อตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง หมายถึงเมืองหน้าด่าน ที่ตั้งอยู่ชายขอบอาณาเขตของประเทศ ต้องเผชิญข้าศึก ที่ยกกองทัพ เข้ามารุกราน หรือเป็นเส้นทางเดินทัพทั้งทางบกและน่านน้ำทางทะเล ประวัติศาสตร์รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้บันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างเมืองหน้าศึก อันเป็นเมืองที่มีป้อมปราการ ๓ แห่ง คือ เมืองกาญจนบุรี เมืองจันทบุรี และเมืองสงขลา ดังนี้

๑. เมืองกาญจนบุรี ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ที่เขาชนไก่ ใกล้ตำบลลาดหญ้า เมื่อครั้งทรง ดำรงพระอิสริยยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลมาขัดตาทัพรอรับศึกพม่าที่กาญจนบุรี ณ ตำบลปากแพรก เมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๓ ครั้งนั้น ทรงพิจารณาว่าทำเลที่ตั้งเมืองเดิมไม่เหมาะแก่การตั้งรับศึก เพราะอยู่เหนือขึ้นไป ควรอยู่ที่ปากแพรกจะสามารถรับศึกได้ดี หลังจากทรงดำรง สิริราชสมบัติแล้ว โปรดให้ตัดพื้นที่ด้านตะวันออกของเมืองสุพรรณบุรี และด้านตะวันตกของเมืองราชบุรีมาเพิ่มเป็นเขตเมืองกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๓๗๕ โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา ประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ครั้งยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง และสมุหพระกลาโหม มาสร้างป้อมปราการที่ปากแพรก และ ย้ายเมืองกาญจนบุรีมาตั้งที่ปากแพรกตราบปัจจุบัน

๑. เมืองกาญจนบุรี ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ที่เขาชนไก่ ใกล้ตำบลลาดหญ้า เมื่อครั้งทรง ดำรงพระอิสริยยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลมาขัดตาทัพรอรับศึกพม่าที่กาญจนบุรี ณ ตำบลปากแพรก เมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๓ ครั้งนั้น ทรงพิจารณาว่าทำเลที่ตั้งเมืองเดิมไม่เหมาะแก่การตั้งรับศึก เพราะอยู่เหนือขึ้นไป ควรอยู่ที่ปากแพรกจะสามารถรับศึกได้ดี หลังจากทรงดำรง สิริราชสมบัติแล้ว โปรดให้ตัดพื้นที่ด้านตะวันออกของเมืองสุพรรณบุรี และด้านตะวันตกของเมืองราชบุรีมาเพิ่มเป็นเขตเมืองกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๓๗๕ โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา ประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ครั้งยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง และสมุหพระกลาโหม มาสร้างป้อมปราการที่ปากแพรก และ ย้ายเมืองกาญจนบุรีมาตั้งที่ปากแพรกตราบปัจจุบัน

๓. เมืองสงขลา พุทธศักราช ๒๓๗๙ ตรงกับปีวอก โปรดให้ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา พระยาวิเชียรคีรี (เซ่ง) สร้างป้อมปราการเมืองสงขลา ที่ตำบลบ่อยางให้เป็นเมืองหน้าศึกเพื่อป้องกันอริราชศัตรูทางภาคใต้

การสร้าง “เมืองหน้าศึก” ในสมัยกาลที่ ๓ สร้างความมั่นคงในการปกครองบ้านเมืองสืบมาถึงตราบปัจจุบัน

*****

อนุกรรมการฝ่ายวิชาการมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระราชกรณียกิจก่อนเสวยราชย์

ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงได้รับราชการหลายด้าน ศาสตราจารย์ วอลเตอร์ เอฟ เวลลา ผู้ประพันธ์หนังสือ “แผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ” ซึ่ง นิจ ทองโสภิต แปล ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า           “บรรดาชาวยุโรปที่มาสู่สยามต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นี้ ทรงมีอำนาจเข้าควบคุมกิจการสำคุญ ๆ ของกรุงสยามไว้ทั้งสิ้น นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปผู้หนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า กรณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสงบสุขของประชาราฎร์และบ้านเมืองก็ดี หรือที่เกี่ยวกับการศึกสงครามก็ตาม ตลอดจนกรณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การตราพระราชกำหนด การพระศาสนา การวางนโยบายปกครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์  การศาลสถิตยุธิธรรม พระองค์เป็นผู้ควบคุมดำเนินการทั้งหมด” สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากโปรดให้กำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งเป็นส่วนราชการที่สำคัญมากในสมัยนั้น นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย            ในด้านเศรษฐกิจของชาติ กรมหมื่นเจษฎบดินทร์ ทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชย์อย่างยิ่ง ทรงจัดสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้ากับต่างประเทศสูงมาก อีกทั้งยังริเริ่มตั้งระบบเก็บภาษีแบบเจ้าภาษีนายอากร คือมีตัวแทนเก็บภาษีเข้าสู่ท้องพระคลังเป็นจำนวนมาก         […]

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อภิลักขิตสมัย ครบ ๒๐๐ ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในอภิลักขิต ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ณ พระอารามหลวงประจำพระองค์ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดสำหรับทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถือเป็นเครื่องเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุขทรงเป็นพระราชาธิบดีของประเทศ โดยสมบูรณ์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ไทย ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงปรึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะผู้ใหญ่ สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ โดยสอบค้นคัมภีร์โบราณเพื่อกำหนดการพระราชพิธีอย่างเป็นแบบแผน มีพราหมณ์พระราชครูรอบรู้ในพระเวทและพิธีการเป็นผู้ประกอบพิธีตามคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพหรือทิพยเทวตาร อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความสุข บำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองพรั่งพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ สถานประกอบพระราชพิธี คือ พระที่นั่งหมู่พระมหา มณเฑียร ได้แก่ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สืบมาถึงปัจจุบัน […]

การเสด็จขึ้นครองราชย์

โดยเหตุที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงโดยมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ไว้อย่างใด และยังมิได้มีพระราชนิติประเพณีกำหนดองค์ผู้สืบราชสมบัติที่แน่นอนไว้ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยาและได้ชำระนำมาใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระบุไว้อย่างกว้างๆ เพียงว่า “ราชกุมารที่เกิดด้วยพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า ในรัชกาลที่ 2 แม้จะทรงมีพระชายาเป็นเจ้าฟ้าฯ แต่ก็มิได้ทรงแต่งตั้งเป็นทางการไว้ให้เป็นพระอัครมเหสีหรือมเหสีตำแหน่งใด ดังนั้นการเลือกผู้ดำรงราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ จึงต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดินแต่ละสาขา ครั้งนั้นจึงได้มีการอาราธนาพระสังฆราชา คณะพระบรมราชวงศ์ต่างกรมปรึกษาหารือเลือกสรรด้วย พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน ทั้งข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็มีความจงรักสวามิภักดิ์ในพระองค์ท่านก็มาก สมควรจะครอบครองสิริราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบพระบรมราชตระกูลต่อไป จึงพากันเข้าเฝ้าฯ เชิญเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติอาณาจักรสยามเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมาแต่วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เป็นต้นมา พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธยซึ่งถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เหมือนที่จารึกพระปรมาภิไธยซึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏถวายพระปรมาภิไธยใหม่ว่า           “พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”     […]